ความงามเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานในสายวิชาปรัชญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสุนทรียศาสตร์ ที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการศึกษา ในแวดวงการศึกษาของไทย จะถกเถียงเรื่องความงามในประเด็นที่ว่า ความงามเป็นอัตวิสัย หรือาวะวิสัย ถ้าบอกว่าความงามเป็นอัตวิสัย ก็แสดงว่าสิ่งไหนจะงามหรือไม่งามได้นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละคนโดยแท้จริง อาจจะขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนบุคคล ความรู้สึกส่วนบุคคล ฯลฯ นอกเหนือจากปัจจัยายในเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกที่จะส่งผลต่อความงาม ถ้ากล่าวสรุปง่ายๆ ก็คือ beauty is in the eye of the beholder ในทางกลับกัน ถ้าบอกว่าความงามเป็นาวะวิสัย ย่อมแสดงว่าความงามขึ้นอยู่กับปัจจัยายนอกบางอย่างโดยแท้ อาจจะเป็นว่า สิ่งที่จะงามได้ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะในตัววัตถุบางอย่าง หรือมีข้อตกลงอะไรบางอย่างที่บางชี้ว่าสิ่งนี้คือความสวยงาม นอกจากปัจจัยายนอกเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกที่จะส่งผลต่อการตัดสินความงาม แต่ในระบบการศึกษาปรัชญาในต่างแดน จะมองว่าคำถามนี้ค่อนข้างล้าสมัยยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่า เรามองเรื่องความงามแบบข้ามไม่พ้นแนวคิด “ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ก็ต้องเป็นอีกอย่าง” การจะพูดว่าความงามเป็นอัตวิสัย ก็ย่อมบ่งชี้ว่าไม่มีเกณฑ์อะไรที่จริงแท้อันจะวินิจฉัยความงามได้แน่นอน หรือพูดอีกอย่างคือ ของทุกๆ อย่าง อาจจะสวยในสายตาของใครบางคนก็ได้ และเมื่อเขา/เธอมองว่าสวยแล้ว มันก็เป็นกิริยาการวินิจฉัยความสวย ที่มีคุณาพเทียบเท่ากันไปหมด ตัวอย่างเช่น การที่นาย ก ตัดสินว่าหนังของหว่องกาไวมีความงดงาม กับการที่นาย ข ตัดสินว่าหนังเรื่องหอแต๋วแตกมีความงดงาม การกระทำของคนทั้งสองมีคุณาพเท่าเทียมกัน [...]
Categories: Aesthetics
Tagged: immanuel kant