Tag Archives: democracy

หลั่งเลือดที่ย่างกุ้ง 0

หนังไปไกลกว่าสื่อให้ความบันเทิงตั้งนานแล้ว เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ดี หนังสามารถสร้างคำแถลงการณ์ทางการเมืองได้ เรื่องนี้ทุกคนก็รู้กันดีอีก รู้กันมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วด้วย แต่เมื่อใดที่หนังหันไปรับใช้เป้าประสงค์ทางหนึ่ง โดยมากแล้วมันทำให้หนังลดความประณีตในการสื่อความลง มีน้อยรายที่จะทำให้สองเป้าประสงค์มาบรรจบกันด้วยดี หนึ่งในนั้นคือหนังที่ข้าพเจ้าแอบใช้เวลาอ่านหนังสือสอบเพื่อหนีไปดูในวันเสาร์ นั่นคือ Burma VJ (2008, Ander Ostergaard) หนังเรื่องนี้สมควรจัดอยู่ในรูปแบบสารคดีที่เล่าเหตุการณ์ผ่านนักข่าวพลเมือง ผู้มีอาวุธเพียงกล้อง camcoder ขนาดเล็กและถุงพลาสติกเพื่อซ่อนกล้องให้พ้นจากสายตาเจ้าหน้าที่ (อุปกรณ์บันทึกภาพเป็นของต้องห้ามในประเทศ) เพื่อรายงานเหตุการณ์ประท้วงโดยกลุ่มพระสงฆ์ ครั้งใหญ่ในกรุงย่างกุ้งเมื่อปี 2007 แต่ข้าพเจ้าก็ยังลังเลที่จะบอกอย่างนั้น เพราะการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ มันยังมีลำดับ พัฒนาการของเรื่องที่แจ่มชัด ประหนึ่งเป็นหนังโศกนาฎกรรมเรื่องหนึ่ง พลอตเรื่องของมันก็คือเรื่องที่ทุกคนทั่วโลกได้ทราบกันไปแล้ว: เมื่อปี 2007 รัฐบาลเพิ่มราคาน้ำมันขึ้นเป็นสองเท่าทำให้ค่าครองชีพสูง มีความพยายามจะก่อหวอดคว่ำรัฐบาลกลางตลาดสดหลายครั้งแต่ล้มเหลว จนเมื่อกลุ่มพระสงฆ์ทั่วประเทศรวมตัวประท้วงรัฐบาลโดยเริ่มเดินขบวนจากเจดีย์ชเวดากอง ออกไปรอบๆ เมือง จนเมื่อวันที่ 4 ของการชุมนุม รัฐบาลทหารได้ทำสิ่งที่ทุกคนไม่เชื่อว่าจะกล้าทำ คือสลายการชุมนุม พร้อมทุบตีพระสงฆ์ เรื่องราวจบลงที่การกวาดล้างเครือข่ายนักข่าวพลเมืองในพม่า โดยรัฐบาลพม่า ทุกคนมีพลอตเรื่องอยู่ในใจ ไม่กี่ครั้งที่คนดูหนังมีพลอตเรื่องของหนังที่กำลังจะดูอยู่ในใจเตรียมไว้แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะทำให้ทุกคนอยากชมหนังเรื่องนี้คือความจริงจากพยานของผู้ที่อยู่ ณ เวลานั้น อันที่จริงเมื่อตอนที่เกิดเหตุในปี 2007 คนทั้งโลกรับรู้เหตุการณ์ผ่านคนกลางคือเหล่าผู้รายงานข่าวระหว่างประเทศหลายสำนัก [...]

ไทม์แมชชีนและความใจกว้าง 2

มีข้อโต้แย้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่าการสร้างไทม์แมชชีน จะเป็นจริงได้หรือไม่ แค่ไหน การพัฒนาในเชิงทฤษฎีที่ผ่านมา ก็ยังมิได้ทำให้ประเด็นดังกล่าวชัดเจนขึ้น แต่ต่อให้มีความชัดเจนแค่ไหน ข้อโต้แย้งใหม่ๆ ก็สามารถกำเนิดขึ้นได้อยู่ดี อย่างไม่รู้จบ แต่วันนี้จะไม่มาร่วมเถียงว่า การสร้างไทม์แมชชีนสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ แต่อยากเขียนถึงข้อสังเกตถึงท่าทีของนักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่มีข้อมูลยืนยันว่าไทม์แมชชีนสามารถเกิดขึ้นได้ และทั้งที่มีข้อมูลโต้แย้งว่าไทม์แมชชีนไม่สามารถสร้างขึ้นได้ ว่ามีลักษณะอย่างไรกันแน่ ทำไมทั้งๆ ที่มีข้อโต้แย้งกัน แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ยังสามารถสร้างบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้นได้ เงื่อนสำคัญที่มีอยู่ในท่าทีของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองความคิดเห็น คือ การมีความใจกว้าง การมีความใจกว้างคือการเปิดใจพร้อมรับฟังพยานหลักฐานใหม่ๆ ที่มีมา ไม่ว่าจะถูกนำเสนอมาจากผู้ที่มีความเชื่ออย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความใจกว้าง ย่อมพร้อมพิจารณาหลักฐานที่มีมาใหม่นั้นในลักษณะที่พิเคราะห์ตามเหตุผล ถ้าจะพูดถึงความใจกว้างในรายละเอียดแล้ว ก็มีเรื่องให้พิจารณาดังนี้ 1. ความใจกว้างเป็นคุณธรรมในสังคม ความใจกว้างเป็นปฏิปักษ์ชัดเจนต่อความเกลียดชังต่อคนอื่นที่อยู่ร่วมในสังคม และจะทำให้ความเป็นเหตุเป็นผลถูกนำเข้ามาแทนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งในกรณีหมายถึงนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อและไม่เชื่อว่าสามารถทำไทม์แมชชีนได้ สังคมที่มีความเกลียดชังต่อกันอย่างรุนแรง ย่อมไม่สามารถดำรงความเป็นสังคมอยู่ได้นาน ก็อาจต้องถึงคราวสูญสลายไป และถ้าพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมหนึ่งๆ ย่อมมีคราวที่จะเกิดข้อคิดเห็นต่างกันอยู่แล้ว แม้แต่วงการที่ใช้ความเป็นเหตุเป็นผลอย่างเข้มข้น อย่างสังคมผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่-เวลา สัมพันธาพก็ตามที่ ถ้าคนในสังคมไม่มีหลักเรื่องความใจกว้างร่วมกันแล้ว นั่นหมายความว่า เมื่อคราวใดที่เกิดข้อแย้งในความเห็นขึ้นมา (ซึ่งต้องเกิดอยู่แล้ว) ก็เป็นอันต้องใช้ความโกรธเกลียดเข้ามาจัดการความสัมพันธ์ และทำให้สังคมล่มสลายไป ดังนั้น ความใจกว้างจึงเป็นหลักที่ทำให้สังคมประคองอยู่ได้ จึงเป็นคุณธรรมในสังคม 2. ความใจกว้างมีเพื่ออะไร [...]

การพบกันของผู้หญิงแห่งเนิน(หลุม)ทราย กับนักการเมืองคนตะกี้โน้น 0

นักการเมืองกำลังปราศรัยเพื่อเก็บกวาดความประทับใจของประชาชน “ผมพร้อมทำทุกอย่างเพื่อชาติ” เป็นประโยคที่ “หนูดี๊ดี” ฟังแล้วสยิวหู ขนลุกออกมาเต้นเป็นท่วงทำนองบอซซาโนวา แต่ยังไม่ทันที่ความสนุกจี๊ดจ๊าดจะไปถึงยอดูเขาเอเวอร์เรส “แม่ชม้อย” เพื่อนบ้านหน้าปากซอยของหนูดี๊ดี ถามกระทู้สอดแทรกออกมาตัดจังหวะ ด้วยการยกตัวอย่างกรณีตุ๊กตุ่นต่อไปนี้ : มีหมู่บ้านริมชายหาดอยู่หมู่หนึ่ง ที่แห่งนั้นแร้งแค้นไม่มีรายได้ บ้านทุกบ้านตั้งอยู่บนทราย ที่พร้อมจะถล่มพังลงไปได้ แต่เหตุการณ์อัปลักษณ์เหล่านี้ก็คลี่คลายเพราะมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง อุตริตั้งอยู่ในหลุมทรายที่ลึกลงไปหลายเมตร เข้าออกได้ทางเดียวคือปีนขึ้นลงด้วยบันไดเชือก ในบ้านหลังนั้นมีผู้หญิงอยู่คนเดียว เป็นแม่ม้าย ทุกๆคืน ผู้หญิงคนนี้จะต้องออกมาตักทราย ที่กัดเซาะร่วงหล่นกองสุมท่วมบ้านของตน แล้วส่งทรายที่ขุดได้ ให้ชาวบ้านที่อยู่บนปากหลุม แล้วนำทรายไปขายได้กำไร การทำเช่นนี้เป็นผลดีสามทาง คือ บ้านของผู้หญิงจะไม่ถูกท่วมด้วยทราย ชาวบ้านมีรายได้จากการขายทราย และที่สำคัญคือ ทำให้พื้นดินของหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่ทรุดถล่มลงไป แต่สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ต้องสูญเสียไปคือ ต้องอาศัยในบ้านในหลุมทรายนั้นตลอดไป โดยทางหมู่บ้านจะเก็บบันไดเชือกไว้ และผู้หญิงจะได้น้ำได้อาหาร จากทางสมาคมหมู่บ้านที่ส่งมาทางปากหลุมเท่านั้น เมื่อใดที่เธอไม่ทำงาน เธอจะไม่ได้รับน้ำ รับอาหาร ป้าชม้อยถามนักการเมืองผู้หว่านคำสยิวเมื่อครู่นั้นว่า เพื่อ “ประชาชน” ที่จะได้รับความปลอดัยในบ้านเรือน เพื่ออาชีพและรายได้ของหมู่บ้าน ท่านพร้อมที่จะทำ “ทุกอย่าง” ด้วยการลงไปอยู่กับผู้หญิงท่านนี้ ช่วยทำงานขุดทราย และอยู่ในบริเวณจำกัดนั้น หรือไม่ หนูดี๊ดีฟังตัวอย่างนี้ตุ๊กตุ่นนี้ ก็จำได้ว่าป้าชม้อยไม่ได้คิดเอง แต่ป้าชม้อยลอกมาจากปัญหาตามกรณีในาพยนตร์เรื่อง [...]