Tag Archives: debate

จริยศาสตร์การแก้แค้น 3

การแก้แค้นด้วยความรุนแรงชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่? ข้อมูลเบื้องต้นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้คือ มนุษย์มีธรรมชาติคือสามารถคิดแค้นได้ และมีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะใช้ความรุนแรงตอบโต้สิ่งที่ทำให้ตนไม่ชอบใจ ข้อนี้มีสิ่งสนับสนุนคือพฤติกรรมการชมละคร หรือาพยนตร์ ที่หากตัวเอกสามารถแก้แค้นตัวร้ายได้สำเร็จตอนท้ายเรื่อง ผู้ชมย่อมเกิดความพึงใจมากกว่าจะนั่งชมความสำเร็จของตัวร้ายที่ไม่ได้รับผลร้ายตอบแทนให้สาสมกับความชั่วของตนเอง าพยนตร์เกี่ยวกับเด็กเรื่องหนึ่งทดลองเรื่องนี้โดยกำหนดให้ตอนจบของเรื่องเป็นว่า เด็กที่รังแกตัวเอกอยู่บ่อยๆ ถูกแวมไพร์ที่เป็นเพื่อนกับตัวเอกกัด ฉีกแขนฉีกคอตายจมกองเลือด ซึ่งทำให้ผู้ชมหลายคนมาให้ความเห็นว่าเป็นการจบที่ “อิ่มใจ” ทั้งที่หากพิจารณาดูแล้ว สัดส่วนของเคราะห์กรรมที่ตัวร้ายได้รับ ค่อนข้างท่วมท้นเคราะห์กรรมของตัวเอกเอง เพียงแต่มีข้อเท็จจริงเช่นว่า ก็ยังไม่ทำให้การแก้แค้นชอบด้วยจริยธรรมไปได้ เพราะหากพิจารณาโมเดลการแก้แค้นตามระบบสัญชาตญาณแล้วจะพบว่าเปิดโอกาสให้มีความรุนแรงส่วนเกินขึ้นทุกๆ ครั้งที่มีการแก้แค้น ความรุนแรงส่วนเกินเหล่านี้จะถูกนับเป็นการก่อทุรกรรมครั้งใหม่ ที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับอีกฝ่ายในการแก้แค้กลับได้ ตัวอย่างเช่น สมมุติให้โมเดลการแก้แค้นแบบธรรมชาติมีความชอบธรรม A หยิกหู B B แก้แค้นโดยตบหน้า และชกจมูก A ความรุนแรงส่วนที่เกินมาจากการหยิกหู จะถูกนับเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ที่โผล่ขึ้นมา A จึงมีความชอบธรรมที่จะแก้แค้นกลับสำหรับการกระทำส่วนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น เอามีดแทงท้อง ผลักตกตึก เป็นต้น จึงเห็นว่าโมเดลนี้ไม่ทำให้เกิดสังคมอารยะ (ต้องตกลงเบื้องต้นว่าสังคมอารยะเป็นจุดมุ่งหมายของการแก้ไขปัญหานี้ เพราะถ้าเราไม่สนใจเรื่องสังคมอารยะแล้ว จะไม่มีคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของการแก้แค้นมาตั้งแต่ต้น) ถ้าข้อเสนอข้างต้นมีปัญหา เราลองเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ว่าถ้าเป็นการแก้แค้นที่สมกันกับกรรมชั่วของอีกฝ่าย เช่นนี้จะใช้ได้หรือไม่ การแก้แค้นแบบนี้จะไม่มีความรุนแรนส่วนล้ำ และจะไม่มีปัญหาเรื่องการแก้แค้นกลับไปมาไม่รู้จบใช่หรือไม่ เช่น หากถูกชกจมูก ต้องแก้แค้นกลับด้วยการชกจมูก เป็นต้น ข้อคำนึงเบื้องต้นคือ [...]

วิถีวิจารณ์ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง 5

-1- หลังจากสอบเสร็จ สมองก็เลอะเลือนจนไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี แต่ก็คิดได้อยู่เรื่องหนึ่งว่าตั้งใจจะเขียน มันเกี่ยวกับเรื่องวิธีการวิจารณ์หนัง ข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมบทความวิจารณ์หนังมันถึงมีหลากหลายแนว และแต่ละแนวมันแยกย้ายไปคนละทิศละทางจนแทบหากันไม่เจอว่ากำลังทำเรื่องเดียวกันหรือไม่ ทั้งที่หนังเองมันก็ไม่มีอะไรมาก ข้าพเจ้าวิเคราะห์แบบนี้ ขั้นตอนการทำงานศิลปะอะไรสักอย่าง โดยปรกติแล้วจะเป็นกระบวนการถอดความรู้ออกไป าพยนตร์เองก็ได้ชื่อว่าเป็นสื่อง่าย เข้าใจง่าย มันไม่มีความรู้อะไรตอนที่มันเกิดขึ้นมา หรือถ้ามันมีขึ้นมา มันก็ควรจะเอาออกไป ไม่เช่นนั้นจะมันอาจจะกลายสถานะเป็นอย่างอื่นเช่น เอกสารให้ข้อมูล โสตทัศนวัสดุให้ความรู้ เป็นต้น และในฝั่งกลับกัน ขั้นตอนของการวิจารณ์กลับเป็นขั้นตอนของการใส่ความรู้เข้าไป หนังที่ว่าด้วยการครอบงำของหุ่นยนต์และโลกเสมือน กลับกลายเป็นเรื่องปรัชญา metaphysics ความจริงและสิ่งจำลอง หนังที่ว่าด้วยเรื่องใกล้ตัว หรือหนังตลกก็อาจกลับกลายเป็นหนังเกี่ยวกับการเมือง สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่ใช่ความตั้งใจของคนกำกับที่อยากจะแทรกของพรรค์นั้น แต่เพราะด้วยว่าเมื่องานมันออกสู่สาธารณชนแล้ว มันต้องไปปะทะกับความคิดหลากหลายของมวลชน สิ่งที่ได้จากการปะทะนั้นก็คือการวิจารณ์อย่างไม่ต้องสงสัย และสามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงมีงานวิจารณ์ที่หลากหลาย นั่นก็เพราะเราเอาความรู้แตกต่างยัดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษยวิทยา สังคมวิทยา วรรณกรรม ประสบการณ์ การถ่ายาพ ฯลฯ และถ้าอธิบายแบบนี้ ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมหนังบางเรื่องที่ลักลอบใส่ความรู้มาได้มากมาย โดยไม่กลายสาพเป็นโสตทัศนวัสดุเสียก่อน อย่างหนังของ Godard บางเรื่อง มันถึงวิจารณ์ยากเย็นเหลือเกิน เพราะเราไม่รู้ว่าจะเอาความรู้อื่นใดอีกยัดเพิ่มเข้าไปดี -2- มีอีกเรื่องที่ดูไม่ดีในบ้านเราช่วงนี้ คือที่ตำรวจจับบรรณาธิการนิตยสารออนไลน์ประชาไท ด้วยข้อหาที่ว่าปล่อยให้มีคอมเม้นต์ที่หมิ่นสถาบันปรากฎในเวบ ซึ่งตำรวจตีความตามพรบ. ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้นด้วย [...]

Is Socialism Evil? 3

าพ: http://mjperry.blogspot.com/2008/11/why-socialism-is-evil.html เป็นเรื่องดีหรือไม่ ถ้าหากเก็บาษีของประชาชนกลุ่มหนึ่ง เพื่อมาใช้ช่วยเหลือประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ข้าพเจ้าบังเอิญพบเรื่องราวจากบลอกของอาจารย์ Perry [ลิงค์] ที่กำลัง against ประเด็นที่ใกล้ตัว และคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ให้กลายเป็นประเด็นที่มีปัญหาซับซ้อนจนไม่น่าเชื่อ เรื่องที่เขานำเสนอคือ ถ้ามีหญิงแก่คนหนึ่งไม่สามารถตัดหญ้าหน้าบ้านตัวเองได้ เราจะทำอย่างไร ถ้าเกิดเราให้รัฐบาลกลาง “บังคับ” ให้ประชาชนเพื่อนบ้าน เข้ามาช่วยแกตัดหญ้าแต่งสวน ซึ่งถ้าใครไม่ยอมมาทำ ก็จะมีมาตรการบังคับ ทำโทษ เป็นนี้ยุติธรรมหรือไม่ และถ้าหากรัฐไม่เรียกร้องให้มีการกระทำ แต่เรียกร้องทางที่สะดวกกว่านั้นคือ ให้จ่ายเงินจำนวนที่เพียงพอแก่การจ้างคนมาดายหญ้าทำสวนได้ ให้แก่หญิงคนนั้น ถ้าใครไม่จ่ายก็มีมาตรการบังคับเช่นกัน แบบนี้ได้หรือไม่ และถ้าให้ใกล้ตัวมาอีกคือ แทนที่จะบังคับให้จ่ายให้กับคนเดือดร้อนโดยตรง ก็ให้จ่ายผ่านทางาษีไปให้งบประมาณส่วนกลาง แล้วรัฐบาลก็เอาเงินนั้นไปจ่าย แบบนี้ดีหรือไำม่ อาจารย์ Perry นำเสนอว่ามาตรการเหล่านี้เป็นการ “ปล้น” แรงงานและทรัพย์ของประชาชน เพื่อเอาไปทำบุญให้กับเพียงคนใดคนหนึ่งของสังคม ด้วยกรรมวิธีการ “ปล้น” แบบนี้เอง ที่ทำให้ลัทธิสังคมนิยมแบบที่คนรุ่นใหม่ในหลายๆ ประเทศเชิดชูนั้น เป็นวิธีอันชั่วร้ายของการทำบุญ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการถกเถียงเรื่องราวทำนองนี้ให้ชัดเจน ทั้งๆ ที่มีหลายครั้งหลายคราวที่เกิดประเด็นเหล่านี้ขึ้น ในนโยบายของรัฐ เช่น เอาเงินาษีไปแจกฟรีตามหมู่บ้านต่างๆ เอาไปช่วยเหลือการศึกษากับคนอื่น เอาไปช่วยเหลือการรักษาสุขาพกับคนอื่น [...]