ถ้าจะมีนโยบายสาธารณะอะไรที่ทำให้ชีวิตข้าพเจ้าดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ มันก็ต้องเป็นการที่เพิ่มรถเมล์สาย 40 สีเหลืองปรับอากาศวิ่งจากหน้าปากซอย ส่งตรงถึงหน้าคณะที่ข้าพเจ้าเรียน และถ้ามีนโยบายอะไรที่ห่วยแตกมากๆ ถัดจากนั้น ก็ต้องหนีไม่พ้นการที่รถเมล์สายนี้ติดตั้งทีวีโฆษณาหนวกหู
เพื่อไม่ให้ทีวีที่ติดเป็นการโฆษณาโจ่งแจ้งไป จึงมีรายการบางอย่างแทรกเข้ามา หนึ่งในนั้นคือรายการ ‘ธรรมะคลายใจ’ มีท่านว.วชิระเมธี ออกมาตอบคำถามเชิงศาสนาให้คลายใจสบายกาย
คำถามที่ว่าก็มี ‘ให้เงินคนอื่นไปทำแท้ง บาปหรือไม่’ ‘เหยียบธรณีประตูบาปไหม’ ‘มีกิ๊ก บาปหรือไม่’ ฯลฯ โครงสร้างคำถามคือ คนถามจะยกพฤติกรรมบางอย่าง และถามว่าบาปหรือไม่
ข้าพเจ้าไม่เข้าใจคำถามแบบนี้ เพราะไม่แน่ใจว่าคำว่า ‘บาป’ ตรงนี้หมายถึงอะไร ความบาป (sin) ในตะวันตกคือการกระทำที่ฝ่าฝืนหลักศีลธรรม ย่อมได้รับการลงโทษจากสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งในชาตินี้และชาติหน้า แต่ความบาปในพุทธศาสนาย่อมไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น เพราะศาสนาพุทธในขึ้นพื้นฐานคืออเทวนิยม คือไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิให้บูชา จึงไม่มีองค์กรใดที่จะลงโทษผู้กระทำบาปในศาสนาพุทธได้ ส่วนเรื่องภพชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยืนยันในศาสนาพุทธ หากแต่ตกเป็น ‘อจินไตย’ คือ เป็นคำถามที่ถามไปก็ตอบไม่ได้ ไม่ประโยชน์
สรุปได้ว่า ศาสนาพุทธไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความบาป
แต่มโนทัศน์ที่ศาสนาพุทธเน้นแทนคือเรื่องกรรม หมายถึง ความเป็นเหตุของการกระทำ และผลของการกระทำนั้น ความไม่สมดุลในชีวิตปัจจุบัน เป็นผลจากการกระทำในอดีต ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิใดลงโทษ ไม่เกี่ยวอะไรกับความไม่เป็นมงคล
ดังนั้น แทนที่จะเป็นเรื่องบาปไม่บาป การพูดถึงการกระทำในกรอบของพุทธศาสนา น่าจะเหมาะสมกว่าถ้าจะพูดด้วยกรอบ skillful/unskillful คือเป็นการกระทำที่มีแนวโน้มจะไปหาผลที่ดีหรือผลที่ร้าย การแก้ไข unskillful act ก็แก้ด้วยการปรับทัศนคติใหม่ แต่กระบวนการทั้งหมดก็ยังคงเป็นเรื่องความชำนาญการในการประพฤติ ไม่ใช่เรื่องว่าถ้าไม่ทำจะเป็นบาปอัปมงคลตกนรก
เช่น เยียบธรณีประตูก็ไม่ใช่เรื่องว่าบาปไม่บาป เพราะธรณีประตูมีไว้เตือนสติว่ากำลังเข้าไปสู่พื้นที่ที่ต้องการประพฤติที่พิเศษอีกระบบหนึ่ง ต้องละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านที่มีก่อนเดินมาถึงธรณีประตู ถ้าไม่สามารถกำจัดความฟุ้งซ่านและไม่ระวังก็จะทำให้สะดุดธรณีหกล้ม ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเหตุ-ผล ที่เกิดจาก unskillful act ไม่ใช่เรื่องบาปไม่บาป ถ้าเยียบธรณีประตูแล้วยังสามารถระลึกระวังจิตได้ ก็น่าจะบรรลุวัตถุประสงค์เหมือนกัน
ซึ่งท่านว.วชิรเมธีก็ปฎิเสธที่จะตอบคำถามเหล่านี้ในกรอบความบาปเช่นกัน
ก่อนจบบทความ ข้าพเจ้าขอร่างคำถามที่น่าจะส่งไปหารายการนี้ ดังต่อไปนี้:
1. ซื้อปลามาปล่อยโดยรู้ว่าคนขายจะจับกลับมาขายอีก เป็น skillful หรือ unskillful act
2. รับเงินทอนโดยรู้ว่าทอนมาเกิน แต่เนื่องจากอยู่ที่ขับขันและกำลังรีบประกอบกับอยากได้ตังค์ เลยเก็บไว้ในใจไม่บอกใคร เป็น skillful หรือ unskillful act
3. เล่น Facebook ตลอดเวลา เป็น skillful หรือ unskillful act
4. อ่านหนังสือไม่จบแล้วไปเริ่มอ่านเล่มใหม่ต่อ เป็น skillful หรือ unskillful act
5. ไม่มีแฟน แต่ไปชอบแฟนของคนอื่น เป็น skillful หรือ unskillful act

No Trackbacks
You can leave a trackback using this URL: http://www.a-random.net/wordpress/wp-trackback.php?p=588
3 Comments
ข้อ 4. นี่ ทำบ่อยมากๆ จะเป็น unskillful ตรงที่มีแนวโน้มจะเปลืองหนังสือล่ะมั้ง??
ตั้งแต่เด็กแล้ว เราคนนึงที่รู้สึกว่าเรื่องพรรค์นีมันไร้สาระมาก
เราไม่รู้ว่าแม่งจะวัดคนดีไม่ดีอย่างไร คนไหนจะได้ตกนรกและคนไหนจะได้ขึ้นสวรรค์
ในเมื่อเราแยกคนดีคนเลวไม่ได้ พระอินทร์พระพรหมบนสวรรค์ก็คงจะง่วงเหงาหาวนอนไม่พบเจอใครขึ้นมาสวรรค์เท่าไหร่ เหลือที่ให้เล่นรักบี้คริกเก็ตกันตามอำเภอใจ
แล้วคอมเม้นนี่ถือเป็น unskillful act รึเปล่า?
@น้องทัก เปลืองหนังสือไม่เท่าไหร่ เปลืองตังค์ด้วย
@singininthebrain ผมเป็นคนนึงที่ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์กับนรก พระอินทร์เล่นคริกเก็ตอะไรนั่นนะครับ แต่เชื่อว่าจิตที่ดีจะทำให้ทำงานได้ดีไม่ทำงานไปฟุ่งซ่านไป คิดเรื่องอื่นไปจนงานไม่เสร็จ นั่นน่าจะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งเกี่ยวกับสมาธิ คือมันให้ผลที่เห็นได้จริง ไม่ใช่กว่าจะเห็นผลต้องมารอพิสูจน์ว่าจะลอยขึ้นสวรรค์หรือไม่ เฟสไหนแบบพระธรรมกาย
ส่วน unskillful หรือเปล่านี่ไม่รู้แฮะ
โทษทีครับที่ตอบช้า อยู่ในช่วงสอบพอดี