
ฉากหลังคือ Willets point ชานเมือง New York ที่ที่เต็มไปด้วยอู่รถ และถนนขรุขระเจิ่งน้ำ สถานที่อันไม่น่าอิรมย์แก่การเดินเล่น และคนหลายคนก็แทบไม่เชื่อว่านี่คือ New York ด้านหน้าคืิอชีวิตของเด็กหนุ่ม Alejandro (Alejandro Polanco) อายุ 12 ที่โชคดีได้งานทำเป็นผู้ช่วยเจ้าของอู่รถใจดีท่านหนึ่ง ที่มอบเพิงพักพิงหลังร้านให้เด็กคนนี้ซุกหัวในยามรัตติกาลที่เต็มไปด้วยความวังเวง ในาพกว้าง นี่คือด้านของความอัตคัตขัดสนของแรงงานข้ามชาติในประเทศอเมริกา ในาพแคบ นี่คือชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่ต้องมาอยู่ในโลกของผู้ใหญ่ก่อนเวลาอันควร ทั้งหมดคือเรื่องราวใน Chop Shop (Ramin Bahrani, 2007)
ไม่ใช่เพราะธาตุแท้ของหนัง ที่ปรากฎอย่างชัดเจนด้วยการใช้มุมกล้องง่ายๆ เหตุการณ์ธรรมดา เสียงธรรมชาติประกอบทั้งเรื่อง หรือแม้แต่การใช้ชื่อจริงของนักแสดงมาเป็นชื่อตัวละคร เท่านั้น ที่ทำให้นักวิจารณ์อเมริกันชื่นชม แต่ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เปิดหน้ากากของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกออกมาให้เห็น ซึ่งฐานะความเป็นอยู่ ความไร้ที่พักพิงของผู้คน และความตกต่ำของจริยธรรม ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างชัดเจนนั้น ก็ถึงกับทำให้ปฎิกิริยาของผู้ชมชาวอเมริกัน เต็มไปด้วยความประทับใจปนโกรธเคืองและสับสน
แต่ในฐานะผู้ชมชาวไทยอย่างข้าพเจ้า ก็อาจจะได้รับความพึงพอใจเล็กๆ ที่มีโอกาสแอบดูใต้พรมอันสวยหรู และได้รับรู้ว่าสังคมไหนๆ มันก็มีปัญหาแบบนี้ทั้งสิ้น แต่ด้วยความโชคดีที่ไปเจอบทความหนึ่ง [ลิงค์] เขียนโดยอดีตส.ส.จากมลรัฐจอร์เจีย Newt Gingrich ทำให้ค้นพบแนวคิดบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างตัวบทความและตัวเนื้อหาของหนัง
ขอเล่าบทความสั้นๆ ก่อนสำหรับผู้ที่ขี้เกียจไปอ่าน ผู้เขียนท่านนั้นมองว่าช่วงอายุวัยรุ่นนั้น เป็นการทดลองทางสังคมที่ล้มเหลว ด้วยเหตุผลว่า วัยรุ่นนั้นมีอัตราการติดยาเสพติด ส่ำส่อนทางเพศสูง ฯลฯ เขามองว่าช่วงอายุวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีเวลามากเกินไป แถมยังไม่ยอมทำการทำงาน ครอบครัวยากจนหลายราย จึงต้องมาฉิบหายเพราะมีลูกที่เข้าสู่อายุวัยรุ่น ต่อมาดูเหมือนเขาเริ่มแปลงร่างเป็นฟูโกต์ แล้วชี้แจงว่าวัยรุ่นเป็นวาทกรรมอย่างหนึ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่ 19 โดยชนชั้นกลางที่ไม่ต้องการให้ลูกตัวเองต้องไปทำงานในโรงงาน แล้วเขาก็สืบสาวไปยังก่อนหน้าวงศาวิทยาแห่งอำนาจว่า พิธีกรรมทางศาสนาหลายอย่างก็มีเจตนาดั้งเดิมเพื่อต้อนรับคนจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ทันที (โดยไม่ต้องผ่านช่วงวัยรุ่นก่อน) และเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก็ต้องหัดรับผิดชอบตัวเองเหมือนผู้ใหญ่ คือต้องมีอาชีพ ต้องใส่ใจความก้าวหน้า ต้องแข่งขัน ฯลฯ ปิดท้ายเขาก็นำเสนอว่า เราต้องเลิกช่วงอายุวัยรุ่นเสีย แล้วทำให้การเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบตัวเองแบบผู้ใหญ่มาถึงเร็วขึ้น เช่น การแข่งให้รีบเรียนการศึกษาาคบังคับให้จบก่อน 12 ปี เพื่อเอาเวลาที่เหลือมาจ่ายลดหย่อนค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย เป็นต้น
บทความนี้เกี่ยวข้องกับ Chop Shop แน่นอน เพราะหนังเรื่องนี้ ในแง่หนึ่งมันพูดถึงช่วงอายุวัยรุ่นที่หายไปของ Alejandro เขาต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน และต้องมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของตนเองทันที แม้จะมีอายุเพียง 12 เขาต้องใส่ใจเก็บเงินทำละเล็กทีละน้อย และคิดถึงเรื่องเงินมากเป็นพิเศษจนถึงกับต้องนับเงินเดือนต่อหน้านายจ้าง ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่ออนาคตของตัวเอง ซึ่งในหนังนำเสนอในรูปของการที่เขามาเรียนรู้ “ขัดสี/ลงสี” รถใหม่ นี่คือเด็กที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ทันที แบบที่ท่านส.ส. Newton Gingrich พูดถึง
หากเราเริ่มถามว่า สถานการณ์แบบนี้ จะไม่นำไปสู่การผลิตประชากรที่ติดยา, เกี่ยวข้องกับการมั่วสุมทางเพศ ฯลฯ แบบที่ท่าน Gingrich กังวลหรือไม่ คำตอบในข้อนี้คือ ไม่ใช่ เพราะแม้จะนำเด็กเข้าสู่โลกแห่งความรับผิดชอบของผู้ใหญ่แล้ว เด็กคนนั้นก็ยังไม่ปลอดัยจากการติดยา หรือการสำส่อนทางเพศ ฯลฯ สาเหตุก็เพราะผู้ใหญ่เอง ที่เป็นคนริเริ่มปัญหานี้ ผู้ใหญ่สอนการทึ้งชิ้นส่วนรถที่ถูกขโมยให้เด็กอย่าง Alejandro ทำตาม ยุยงให้เด็กใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา และผู้ใหญ่เองเป็นผู้ซื้อบริการทางเพศจากเด็กวัยรุ่นที่เป็นพี่สาวของ Alejandro ดังนั้น เราจึงไม่เห็นาพที่แตกต่างไปใน Chop Shop เด็กที่อยู่ในโลกของผู้ใหญ่ก็ยังมีปัญหาเดิมๆ แบบเดียวกับเด็กที่อยู่ในโลกของวัยรุ่นมี ตราบใดที่เรายังมองว่าปัญหาเหล่านี้ มีที่มาจากวัยรุ่นอย่างเดียวโดยแท้ แบบที่ท่าน Gingrich มอง
และถ้าถามต่อว่า หากเรานำเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ทันที เด็กเหล่านั้นจะแบกรับาระของผู้ใหญ่ได้หรือไม่ ย้อนมาดู Chop Shop เราจะเห็นว่าเด็กมีศักยาพในการดำรงชีวิตด้วยตนเอง ในยามที่อับจนไร้ที่พึ่ง Alejandro เป็นคนที่มีไหวพริบ ในการทำให้ตัวเองอยู่รอด แต่เมื่อยามที่เขา จะมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายของการมีรถตู้ทำอาหารของครอบครัวตนเอง มันก็กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเขาจะถูกผู้ใหญ่หลอกลวงข้อสัญญา หลอกขายรถที่ใช้การไม่ได้ในราคาสูง เรื่องนี้แม้แต่กฎหมายก็ยังคุ้มครอง แต่ถ้าเรามองว่าเด็กควรได้รับหน้าที่ ความรับผิดชอบเยี่ยงผู้ใหญ่แล้ว กฎหมายก็จะไม่คุ้มครองเรื่องนี้อีกต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดความรู้สึก ไม่ใช่แค่เรื่องมันเกิดในหนังเท่านั้น มันยังมีเรื่องจริงที่เด็กถูกผู้ใหญ่หลอกมากมายนับไม่ถ้วน
จริงอยู่ที่ท่านส.ส. Gingrich พูดถึงการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ในสาพความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าการเรียนรู้แบบไหนที่จะเกิดขึ้นายใต้ระบบความรับผิดชอบเคร่งครัดแบบผู้ใหญ่ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นหลังจากถูกจับติดคุกไปแล้ว? หรือการเรียนรู้ที่เกิดายหลังจากการเสียเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงเป็นแสนๆ ฟรีๆ ไปแล้ว? เช่นนี้จะเรียกได้อีกว่าไม่ว่าเป็นบรรยากาศการเรียนรู้
แต่คำถามเหนืออื่นใดคือ จริงหรือ ที่วัยรุ่นคือช่วงเวลาที่สูญเสียไปอย่างน่าเสียดายของชีวิตมนุษย์? ทุกคนมีประสบการณ์ช่วงวัยรุ่นทั้งสิ้น และทุกคนก็จะรู้ว่าช่วงนั้น มีเวลาเหลือมากมาย อยากจะทำอะไรก็ทำได้ แม้สิ่งที่ทำจะไม่ได้เป็นโล้เป็นพายก็ตามที ส่วนตัวข้าพเจ้าเองก็เอาเวลาไปอ่านหนังสือที่ว่าด้วยโครงสร้างนิยม โพสต์โมเดิร์น critical theory เศรษฐศาสตร์ กับไปอ่านนวนิยายต่างๆ แถมยังเอาเวลาส่วนหนึ่งมาทำบลอก และค้นหาเพลงพิลึกกึกกือในอินเตอร์เนตและกิจกรรมมากมายที่สุดจะนำมาบอกเล่าได้
นี่คือสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างท่าน Gingrich มองว่ามันสูญเวลาเปล่า เขามองว่าควรเอาเวลาว่างๆ ไปรีบเรียนให้จบ แล้วไปหางานทำ สร้างครอบครัว ซื้อบ้าน ซื้อช่อง (กรณีคอนโดที่ขายเป็นช่องๆ) ได้แล้ว มันทำให้นึกถึงสุนทรพจน์ของ Steve Jobs [ลิงค์] ในงานรับปริญญาที่สแตนด์ฟอร์ด เขาพูดถึงเรื่องการเชื่อมต่อจุดต่างๆ ในชีวิต เขาบอกว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ในอดีต ไม่เคยสูญเปล่า เราจะได้ใช้มันในวันใดวันหนึ่ง เหมือนกับจุดต่างๆ ในชีวิตที่เราอาจมองว่ามันแตกแยกห่างจากกัน เกี่ยวกันไม่ได้ ท้ายที่สุดเราจะเห็นว่าเส้นมันสามารถต่อเข้าด้วยกันได้เป็นหนึ่งเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเอาประเด็นนี้มาขยายต่อในเรื่องของ Random Opportunity [ลิงค์] หลักการคือ วัยรุ่นในช่วงมัธยมถึงมหาวิทยาลัย ควรใช้เวลาว่างของตัวเองไปประสบพบเจอสิ่งหลากหลายให้มากที่สุด พบเจอบุคคลที่สำคัญในวงการต่างๆ พบเจอความรู้หลากหลายสาขา พบเจองานหลากหลายรูปแบบ เพื่อค้นหาตัวตนของตัวเอง และเพื่อสร้างคลังประสบการณ์ของตัวเอง ที่จะทำให้ได้เปรียบทั้งในการใช้ชีวิตและในโลกของการทำงาน
สิ่งที่เด็กในโลกของผู้ใหญ่ขาด นั่นคือขาดเวลาเพื่อค้นหาตัวเอง Chop Shop ฉายาพของเด็กที่ต้องการให้ตัวเองมีชีวิตรอด จนไม่ทันจะถามหาความเป็นตัวตน ประสบการณ์ของเขาไม่มีอะไรมากกว่าการพูดคุยกับลูกค้าปากเสีย แงะส่วนประกอบรถรา ขันน็อตนู้นนี่ กวาดพื้น ฯลฯ คงเหลือโอกาสเดียว ที่พอจะให้ Alejandro ค้นหาตัวเองได้ นั่นคือการให้อาหารฝูงนกพิราบกับพี่สาวในตอนท้ายของเรื่อง
Tagged: teenages
No Trackbacks
You can leave a trackback using this URL: http://www.a-random.net/wordpress/wp-trackback.php?p=339
4 Comments
ท่าทาง สส. คนนี้คงไม่แคล้วจะเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน (ฮา)
พออ่านเสร็จแล้วมานึกถึงประเทศไทย แทนที่ผู้ใหญ่จะพยายามเร่งเร้าให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นในแบบอเมริกา (ในทางหนึ่งก็มีบ้างอยู่ แต่เกิดจากแรงกระตุ้นในตัววัยรุ่นเสียมากกว่า เท่าที่ผมสังเกต – เช่นการหารายได้พิเศษต่างๆ แต่ก็เพื่อสนองความต้องการในแบบของวัยรุ่น มากกว่าเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวในแบบผู้ใหญ่ แบบที่ สส.นิวตัน เขียนมา) แต่กลับพยายามยืดช่วงอายุแห่งความเป็นเด็กให้ถ่างกว้างขึ้น – เช่น การกำหนดไม่ให้ซื้อบุหรี่หรือสุราใน “ชุดนิสิต” ซึ่งส่วนหนึุ่งย่อมอายุเกิน 20 ปีตามกฎหมายแล้ว เป็นความลักลั่นที่น่าคิดทีเดียว
ด้วยจุดประสงค์ใดก็คงไม่ยากที่จะคาดเดา
แอบมาอ่านข้ามๆ เพราะยังไม่ได้ดูหนัง
กระทั่งในบ้านเรากก็ยังมีเด็กอีกเป็นจำนวนมากที่ข้ามชีวิตวัยรุ่นไปเลย โดยเฉพาะเด็กๆในชนชั้นล่างที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้อง
เรื่องพวกนี้อยู่ในเรื่องระดับโครงสร้างมากกว่าจะจับแค่ วาทกรรมวยัรุ่นเพียงอย่างเดียว เวลาอ่านเรื่องของสส. ท่านนั้น เลยให้รู้สึกขำขื่นพิกล
ย้อนกัลบมาที่เรื่องของน้องนาโนกาย ประเด็นนี้น่าสนใจมาก วิธธีการเตรียมพร้อมเก็ดๆให้เข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ของชนชั้นกลางไทยจริงๆเขาก็ทำคล้ายกับท่านสส.นะ เขาขจัดช่วงวัยรุ่นออกไป แล้วเพิ่มช่วงเวลาตอนเป็นเด็ก พอโตปุ๊บเราเลยได้ผู้ใหญ่ที่ง่อยเปลี้ยเสียขาพิกล
ว่าจะมาคอมเมนต์สั้นว่ายังไมได้ดูหนังไหงยาวไปซะได้
การ์ด อัพบล๊อกเรืองไปปายสิ
เรื่องดีดี มากมาย ทั้ง
ลืมไป Happy Valentine’s Day ด้วยละกัน