ว่าด้วยผู้ที่ชอบมากกว่าที่จะไม่

เพิ่งใช้เวลาร่วมหนึ่งวันเต็ม ในการอ่าน Bartleby: the Scrivener (บาร์เทิลบี: นักคัดลอก) ของ Melville เวอร์ชั่นแปลาษาไทย ในรูปเล่มเล็กกะจิ๋วของสำนักพิมพ์สมมติ

เรื่องเกิดในสำนักงานกฎหมายกลาง Wall Street ที่ๆ เต็มไปด้วยนักคัดลอกเอกสารทางกฎหมาย สำนวนคดีความ ที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาด หงุดหงิดกันอย่างตรงเวลา คนนี้จะบ้าตอนเช้า คนนู้นจะบ้าตอนบ่าย เวลาปรกติก็จะดูสุาพเรียบร้อย และยังมีความสุขุมรอบคอบกันอย่างไม่น่าเชื่อ ยังอีกทั้งมีเด็กฝึกงานที่ชอบกินลูกนัท ยัดเปลือกไว้ในลิ้นชักอีก พฤติการณ์ที่ไม่ปรกติเหล่านี้ ก็เริ่มจะไม่ปรกติยิ่งขึ้น เมื่อมีบาร์เทิลบี มาขอทำงานคัดลอกเอกสาร แกรับงานคัดลอกเอกสาร และทำได้ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่แกจะคัดลอกเอกสารอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดทนายความประจำสำนักจะใช้ให้ไปทำอย่างอื่น นอกเหนือจากนั้น เช่น ไปซื้อของ มาตรวจบทคัดลอก แกะห่อจดหมาย ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว เขาจะ “ชอบมากกว่าถ้าจะไม่” (I would prefer not to) คำพูดยียวนขัดแย้งกับความสุาพเรียบร้อย ตรงต่อเวลา เคร่งครัดของบาร์เทิลบี เวลาไม่มีงานทำแกก็จะไม่ทำอะไรนอกจากมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่มีกำแพงอิฐมหึมาของตึกข้างๆ ขวางกั้น แสงเล็ดลอดน้อย เรื่องราวตอนหลังจะเป็นอย่างไร ขอให้ผู้ที่อยากรู้ไปอ่านเอง เพราะเรื่องนี้สั้นมากจนน่าตกใจ ที่เราใช้เวลาทั้งวันก็เพราะอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนเดินทางในรถเมล์ เลยถูกรบกวนบ้าง อะไรบ้าง (แล้วอะไรมันคืออะไร?)

ตอนนี้ มาดูมวยดีกว่า

ยกที่ ๑: บาร์เทิลบี V. อุตรนิยม (Transcendentalism)

จากการวินิจฉัยของผู้สนใจการตีความนวนิยาย จากจุดประสงค์อันแท้จริง หรือแรงบันดาลใจที่เที่ยงแท้ของผู้ประพันธ์ ทำให้พบว่า Melville ได้หยิบจับหนังสือปรัชญาแนว American Transcendentalism ก่อนจะหยิบจับปากกามาเขียน Bartleby ในปี 1853 เสียอีก ดังนั้น ถ้าจะมีวิธีการอ่าน Bartleby ที่ถูกต้องที่สุด ก็ต้องอ่านจากทฤษฎี Transcendentalism ที่เป็นต้นกำเนิดแรงบันดาลใจของเรื่องทั้งหมด

Transcendentalism เป็นแนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์รับรู้โลกได้จากวิธีผ่านจิตเท่านั้น จิตเช่นว่าเป็นสาวะที่เกิดก่อนมนุษย์มีประสบการณ์ (a priori) ทำงานโดยมิได้ขึ้นกับสิ่งที่ประจักษ์เห็นด้วยสัญชานายนอก จิตที่รับรู้โลกายนอกเช่นนี้ ปรากฎชัดในสัญชาตญาณของมนุษย์ที่เกี่ยวกับเรื่องสถานที่-เวลา ซึ่งเขามองว่า เวลา เป็นสิ่งที่จิตรับรู้ จิตทำให้มี มากกว่าจะเป็นสิ่งๆ หนึ่งที่มีจริงในตัวมันเอง จิตที่ก้าวเหนือระบบประจักษ์ ระบบผัสสะายนอกนี้ เรียกว่า อุตรวิสัญชาณ ผู้ที่นิยมความเป็นอุตร จึงเป็นผู้ที่สนับสนุนการหาความจริงในโลกนี้ ด้วยอุตรวิสัญชาณ สาพแวดล้อมของคนเหล่านี้ต้องไปอยู่ในที่เงียบๆ มิให้มีสรรพเสียงแทรกเข้ามายังสัญชาณายนอก รบกวนการทำงานของจิต บุคคลเหล่านี้ ให้น้ำหนักแก่สิ่งที่จิตได้รับรู้ในสิ่งๆ หนึ่ง มากกว่าเนื้อแท้ของสิ่งเดียวกันนั้น ซึ่งพวกเขามองว่า ให้ขยายการรับรู้ของมนุษย์ไปกว้างไกลเท่าใด มนุษย์ก็ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อแท้แห่งสรรพสิ่งได้ (เป็นรากฐานความคิดสมัยใหม่ เช่น หลังโครงสร้างนิยม โพสต์โมเดิร์น)

ส่วนข้อที่เขาได้เอาไปใช้สนับสนุน argument ของเขา ขอเรียนตามตรงว่าอ่านแล้วงงงวยเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าเราจะอ่าน Bartleby ให้ถูกต้องตามวิธี ก็ต้องแยกว่ามีโครงสร้างสองโครงสร้าง คือ

โครงสร้างที่เน้นถึงแนวคิดประจักษนิยม ซึ่งมิใช่อื่นใดนอกจากบรรยากาศ และตัวละครในสำนักงานกฎหมายนั่นเอง กฎหมายได้ชื่อว่าเป็นงานที่เกี่ยวกับประสบการณ์เชิงประจักษ์เป็นอย่างยิ่ง ความรู้จากจากนิติศาสตร์ทั้งปวง เป็นเรื่องที่ต้องมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก่อน จึงค่อยมาสรุปเป็นหลัก เป็นเนื้อหาแห่งวิชานั้นได้ เช่น ต้องมีเคยมีการยืมเงินในโลกนี้มาก่อน จึงจะมีหลักกฎหมายในเรื่องการยืมเงิน ต้องเคยมีเหตุการณ์ต้องแบ่งเนื้อปลาวาฬที่มาเกยตื้นริมหาดก่อน จึงค่อยมีหลักกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งเนื้อปลาวาฬ และโดยเฉพาะกฎหมายในประเทศอเมริกา ก็เป็นระบบจารีตอยู่แล้ว ในที่ทำงานเองก็เห็นได้ว่า เกี่ยวข้องกับการใช้ผัสสะพื้นๆ เช่น การลอกสำนวนคดีความที่มีอยู่แล้ว ถกเถียงข้อเท็จจริงแห่งคดีที่เกิดขึ้นไปแล้ว เป็นต้น

โครงสร้างอย่างที่สองที่ Melville ตั้งใจให้มาแย้งกับโครงสร้างแรก คือโครงสร้างของอุตรนิยม ซึ่งก็คือตัวบาร์เทิลบี นวนิยายจงใจที่ไม่บอกรูปร่างหน้าตาของเขา หรือแม้กระทั่งอายุอันนาม ครอบครัว ที่มา ทั้งๆ ที่ Melville ได้เสียเวลาอธิบายพฤติการณ์ รูปร่างของคนอื่นๆ ในสำนักงานเสียจนละเอียด น่าสังเกตด้วยว่า Melville พยายามทำให้ตัวละครในโครงสร้างแรก มี gimmick เป็นพฤติกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหมือนนวนิยายเด็กทั่วไป ที่ตัวละครแต่ละตัว ต้องมีคาร์แรกเตอร์ชัดเจน เช่น เตอร์กี อ้วนๆ สุาพช่วงเช้าหงุดหงิดช่วงบ่าย นิปเปอร์ส เป็นโรคกระเพาะช่วงเช้าทำให้หงุดหงิด และสุขุมรอบคอมในช่วงบ่าย จินเจอร์นัทเป็นเด็กอายุ 12 วันๆ กินแต่ลูกนัท และออกไปซื้อขนมปังตัวจินเจอร์บ่อยๆ เป็นเทคนิกการเขียนที่เชิญชวนให้ผู้อ่าน จินตนาการถึงเรื่องราวได้ง่าย แต่สำหรับบาร์เทิลบี ซึ่งเป็นตัวละครในโครงสร้างที่สอง เรากลับทำได้ยากมาก จริงอยู่ว่า Melville พยายามผนึกว่าเป็นคนเรียบร้อย ซึ่งแค่นี้มันก็ต่างจากคนอื่นๆ อยู่แล้ว เพราะบาร์เทิลบีมีคาร์แรกเตอร์คือ ไม่มีคาร์แรกเตอร์ และเราก็ไม่รู้ว่า คนที่ไม่ประสงค์จะทำอะไรอย่างกวนตีน แล้วพูดอย่างเรียบร้อย เฉยเมยนั้น จะเป็นคนยังไงกันแน่ อีกทั้งพฤติกรรมในตอนท้ายๆ ก็ยากที่ผู้อ่านจะคาดเดาจากคาร์แรคเตอร์

บาร์เทิลบีคือนักอุตรนิยมในความคิดของ Melville คืออยู่เงียบๆ อยากทำงานอะไร ไม่อยากทำงานอะไร ก็เป็นไปตามสัญชาตญาณการรับรู้ายในของเขาเท่านั้น มิได้ขึ้นกับประสบการณ์ของจารีตและสังคม เช่น เขาปฎิเสธที่จะมานั่งตรวจงานของตัวเอง ทั้งที่เป็นประเพณีของสายงานกฎหมาย ว่าใครทำงานเอกสารฉบับไหน ก็ต้องมานั่งอ่านตรวจให้ฟัง หรือเขาปฎิเสธที่จะคิดว่าการอยู่อาศัยในสำนักงานกฎหมาย มีเครื่องดำรงชีพเก่าๆ หมกในโต๊ะ อาบน้ำ กินอยู่ในสำนักงานกฎหมายเป็นเรื่องแสนประหลาดสังคมไม่ทำ เป็นต้น สิ่งนี้ทำให้บาร์เทิลบี กับคนอื่นๆ อยู่กันคนละโลกแห่งผัสสะ และการตื่นรู้ ผนังอิฐที่เขาเฝ้ามองทุกวัน ก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากอิฐตามความคิดที่อิงกับสายตาที่มองเห็น แค่ใครจะไปรู้ว่าบาร์เทิลบีซึ่งใช้อุตรวิสัญชาณในการมอง จะเห็นอะไรในอิฐเหล่านั้น ความงามที่เป็นระเบียบ? ความคงที่แห่งกาลและสถานที่?

ยังมีข้อน่าคิดอีกว่า Melville เขียนหนังสือแบบนี้ เขาเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้กันแน่

เขาน่าจะไม่เห็นด้วยกับอุตรนิยม เพราะเขาพยายามทำให้เห็นว่าบาร์เทิลบีนั้นน่าสงสารเสียเหลือเกิน มีแต่ความโดดเดี่ยวเอกา ทำงานน่าเบื่อซ้ำซาก ล้มเหลวในการเข้าใจมนุษยสาพ และก็ยังเจอชะตากรรมร้ายแรงที่จะปรากฎในตอนท้ายสุดของเรื่อง ซึ่งดูไปก็เหมือนถากถางนักคิดอุตรนิยม ว่าวันๆ คงใช้ชีวิตน่าสงสารอย่างบาร์เทิลบี

หรือเราจะมองว่า การที่ Melville เอาตัวทนายความเจ้าของสำนักงานกฎหมาย มาเป็น Narrator ก็เพื่อให้ใกล้ชิดกับคนอ่านที่ล้วนแล้วแต่ยึดติดกับความประจักษ์ และประสบการณ์ทั้งหมดสิ้น และเรื่องทั้งหมดก็เขียนในจุดยืนนั้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดคำนึงถึงวิธีที่เรากำลังมองโลกใบนี้อยู่ ว่ามันทำให้เราวนเวียนไม่รู้จบกับสาวะเดิมๆ ในขณะที่คนที่ดูน่าเบื่ออย่างบาร์เทิลบี เขากลับมีวิธีจัดการกับสิ่งนั้นได้น่าสนใจมากกว่า สุดท้าย Narrator ก็ต้องกลับไปดูเอกสาร คัดลอกคดีความ ตีความสัญญาเหมือนเดิม แต่บาร์เทิลบีไม่ต้องมาทำงานที่ตายซากอย่างนั้นแล้ว

ดังนั้น จึงดูแล้วเป็นชัยชนะของโลกอุตรวิสัญชาณมากกว่า

และถ้าอ่านแนวนี้ Melville ก็คงบอกเป็นนัยว่า เราทุกคนก็คือพวกนักกฎหมายที่ตายซาก ทนกับงานที่น่าเบื่ออยู่ได้ ถ้าพลิกไปดูอัตชีวประวัติของ Melville แล้ว เราก็เห็นว่าเขาไม่ถูกกับโลกนักธุรกิจ โลกนักปฎิบัติเป็นอย่างมาก

ยกที่ ๒: บาร์เทิลบี V. การเมืองของวรรณกรรม

วิธีนี้เป็นผลจากการอ่านแบบไม่สนใจเจตนารมย์ของผู้ประพันธ์ แต่จะให้ความสำคัญกับตัวบทที่ปรากฎในนวนิยายนั้น พิจารณาถึงการที่มันแสดงออกซึ่งความหมาย ความเหลื่อมล้ำทับซ้อนของความนัย การเชื่อมโยงความหมายเข้าด้วยกัน ความลุกวาบแห่งความหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ เราต้องไปพิจารณาที่ตัวคำ รูปแบบที่มันปรากฎนั่นเอง

การอ่านโดยพิจารณาการเมืองของวรรณกรรมนั้น เป็นการวินิจฉัยถึงการใช้คำของนวนิยายนั้น ว่ามีผลเป็นการรบกวนระบบการรับรู้การแบ่งแยกทางาษาหรือไม่ อย่างไร ถ้าก่อให้เกิดการก่อกวนระบบการแบ่งแยกทางาษา ก็แสดงว่าวรรณกรรมนั้นปรากฎคุณสมบัติทางการเมืองขึ้นแล้ว

แนวคิดการเมืองของวรรณกรรม ยืนพื้นมาจากความคิดที่ว่าาษามีบทบาทสำคัญต่อความเป็นการเมือง เพราะาษามิใช่กระจกโปร่งใส ที่จะสะท้อนความจริงในโลกอย่างเที่ยงแท้ แต่าษากลับเป็นตัวแบ่งแยกการรับรู้บางประการของคนในสังคม ดังนั้น หน้าที่ของวรรณกรรมทางการเมืองคือ การใช้คุณสมบัติ “ไม่ออกเสียง” ของคำ มาทำให้เกิดการก่อกวนระบบรับรู้ของาษาที่มีอยู่เดิม เรื่องนี้อยู่ในแขนงของทฤษฎีหลังโครงสร้างนิยม

ประเด็นสำคัญคือประโยคว่า I would prefer not to ซึ่งเมื่อถูกพูดมาแล้ว บรรยากาศในห้องก็เริ่มมาคุ อธิบายไม่ถูกกระอักกระอ่วน เพราะคำว่า prefer ส่วนใหญ่มันจะใช้ในรูปบอกเล่า ไม่ใช่ปฎิเสธ แล้วยังมี would ข้่างหน้ามาอีก แล้วตกลงมันแปลว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ กันแน่ แล้วยังมีเรื่องของ not to ที่ไม่มี V อะไรต่อท้าย ซึ่งมันสร้างความงงงวยว่าปฎิเสธอะไรกันแน่ มันเหมือนจะมีการตัดสินใจอะไรบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูเหมือนไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย

แล้วยังมีเรื่องที่ว่าเวลาเขาปฎิเสธด้วยประโยคเช่นว่า เขายังทำโดยอากัปกิริยาเรียบร้อย เฉยเมย สุาพจนโกรธไม่ลง นี่ก็ชวนให้งงอีกเหมือนกัน เพราะการปฎิเสธไม่ทำงาน ทั้งๆ ที่เขาจ้างมา มันเป็นกิริยาหยาบคาย แต่ในเรื่องกลับบอกว่าทำในลักษณะสุาพ แล้วมันทำยังไงกันแน่ มันทำให้การแบ่งระหว่างคำว่า หยาบ กับ สุาพ มีเส้นแบ่งที่เจือจาง หาข้อยุติไม่ได้อีกต่อไป

และยังมีในตอนท้ายที่ว่า ทนายความถามเขาอยากทำงานอะไร เป็นบาร์เทนเดอร์ดีไหม บาร์เทิลบีตอบว่า ผมไม่อยากทำงานบาร์เทนเดอร์ แต่ผมก็ไม่ได้เจาะจงอะไร อันนี่งงที่สุด เพราะถ้าไม่อยากทำอะไรอย่างหนึ่ง ก็แสดงว่าเขาเจาะจงอะไรบางอย่าง มันจะไม่เจาะจงอะไรได้ยังไง หรือว่ามันมีกรณีทับซ้อนของคำว่าเจาะจง และไม่เจาะจง ความเคลือบคลุมแบบนี้ ทำให้ทนายความตัวเอกต้องหนีขึ้นรถเมล์ พุ่งตรงไปในชานเมือง ชนบท พักผ่อนสมองเลยทีเดียว

อาการแบบนี้ ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้เองโดยการลองเขียนเล่าเรื่อง Bartleby อย่างที่เราได้กระทำไปข้างต้น เพราะจะพบว่ามันค่อนข้างยากพอควร หาาษามาใช้อธิบายไม่ได้ นอกจากต้องเขียนแบบ กลางๆ เข้าไว้ จะทำแบบใส่อารมณ์ร่วม ใช้สำนวนาษาเหมือนวิจารณ์เชียร์ PR หนังนั้น เป็นไปไม่ได้เลย อยากจะใช้คำว่า พิลึก ก็ทำไม่ได้ เพราะในเรื่องเขาก็บอกว่าบาร์เทิลบีเป็นเรียบๆ ตอนปฎิเสธงานบ่อยๆ ก็ทำท่าเรียบๆ บรรยากาศในที่ทำงานก็ปรกติไปหมด บาร์เทิลบีที่มานั่ง เขาก็นั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เงียบสงบ แล้วแบบนี้จะบอกว่าสำนักงานมันพิลึกได้ยังไง พิลึกกลับใช้ได้ดีกว่าในโลกของผู้คัดสำเนา 3 คนที่เหลือ มีพฤติกรรมประหลาด แต่คนที่ทำอะไรเรียบๆ ไม่ทำอะไรเลยนั้น จะเรียกว่าพิลึก ก็ค่อนข้างขัดๆ

จึงทำให้บาร์เทิลบี เป็นวรรณกรรมที่ก่อกวนโครงสร้างาษา ทำให้ของที่ชัดเจนกลับพังทลายลง กลายเป็นความเคลือบคลุม ไม่แน่นอน จึงมีความเป็นการเมืองสูงมาก และเมื่อาษาถูกก่อกวน ทัศนะต่อโลกของคนอ่านก็ย่อมเปลี่ยนไป

[จบบทความ]

บาร์เทิลบีฉบับเต็ม [ลิงค์]

Post a Comment

Your email is never shared.