-1-
คนในประเทศแต่ละประเทศจะมีความสามารถในการเล่นกับคำต่างวิธีกัน คนญี่ปุ่นมีความโดดเด่นในด้านการเล่นคำแบบอุปลักษณ์ (Metaphor) คือ เอาของที่ไม่เกี่ยวกัน เอามาผูกกันโดยหาจุดร่วมทางลักษณะ อาการ เสียงคำ ฯลฯ เช่น เห็นพื้นราบเรียบของซีเมนต์ก็เอาไปผูกกับพื้นราบเรียบของบ่อน้ำ แล้วทำเป็นบ่อตกปลาด้วยการใช้มือถือเป็นเบ็ด หรือว่าผูกการใส่ดอกไม้เพิ่มลงไปในแจกันเข้ากับการเพิ่มเสียงลำโพง คล้ายกับว่าถ้ามีดอกไม้เยอะๆ แล้วโลกจะคึกคักสดใส ฯลฯ [ลิงค์] แต่สำหรับคนไทยนั้น จะเชี่ยวชาญเรื่องการใช้โวหารประชดประชัน (Irony) คือ พูดอย่างหนึ่ง แต่ความหมายเป็นไปในทางตรงข้าม เพื่อให้เกิดความรู้สึกตลกขบขัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันเป็นเรื่องโง่ เพราะนักวิชาการก็ระบุว่า โวหารแบบประชดประชัน เป็นโวหารที่มีกลิ่นอายของโพสต์โมเดิร์น เป็นการประสานระหว่างความจริงและจินตนาการ ให้กลมกลืนกันอย่างแนบเนียน เช่น พูดว่า จะให้ยืนรอไปทั้งชาติเลยก็ได้นะ ระหว่างที่กำลังรอนัด หรืออาจารย์พูดกับนักเรียนที่กำลังจับกลุ่มโดดว่า จะไปไหน ไกลหรือเปล่า มีเงินค่ารถไหมเดี๋ยวออกให้ เป็นต้น ซึ่งแม้ขณะที่พูดนั้น จะไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ แตด้วยอารมณ์ ประกอบกับพฤติการณ์ มันก็ดูจะกึ่งจริงกึ่งเล่นอย่างน่าประหลาด มันเลยไม่ใช่มุกที่ตลกแบบสดใส แต่ออกเป็นตลกร้ายมากกว่า มันเลยเป็นข้อดีของคนไทย ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ เพราะค่อนข้างเป็นทักษะที่ฝึกกันยาก ถ้าจะให้ฝึกใช้อุปลักษณ์ยังทำได้ง่ายกว่า แต่ข้อเสียคือ เรายังหาทางใช้ทักษะประชดประชันนี้ ไปในทางที่ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดมากนัก
หมายเหตุ: วิชาสัญลักษณศาสตร์ แบ่งโวหารสัญญะเป็น 4 แบบดังนี้: อุปลักษณ์ (Metaphor), นามนัย (Metonymy), คำเปรียบเทียบหน่วยเล็กไปหาหน่วยใหญ่ (Synecdoche) [มันมีชื่อเป็นไทยว่าไงใครรู้บ้าง] และประชดประชัน (Irony)
-2-
ทดลองใช้ search engine ใหม่ ที่อ้างว่ามีฐานข้อมูลเวบมากกว่า Google หลายเท่า และพัฒนาโดยทีม Google ยุคเก่า พบว่าน่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะนอกจากจะแสดงผลเป็น 3 คอลัมน์แล้ว ยังมีาพประกอบมาในเนื้อหา มีจัดกล่อง categories keyword ที่เกี่ยวข้องมาให้ด้วย เนื้อหาที่หาได้ก็มีประโยชน์เข้มข้น ตรงตามที่ต้องการ ข้อเสียคือยังใช้และหาเป็นาษาไทยไม่ได้ แต่ก็รีบตามไปใช้ ให้กำลังใจได้ที่ Cuil [อ่านว่า cool] [ลิงค์]
-3-
พูดถึงเรื่องมุก ที่เวบ Cartoon Brew [ลิงค์] ก็เพิ่งได้การ์ตูนข่าวที่มุกแย่ที่สุดในโลก คือ Uncle Funny Bunny and Chumpy เขียนในยุค 50 ด้วยเหตุผลว่าลายเส้นแย่ และเนื้อหามุกยังด้อยคุณาพตามลายเส้นอีก
แต่จากมุกที่ปรากฎในการ์ตูนนั้น เราเห็นว่ามันก็ไม่ได้เลยร้ายอะไรมาก และที่สำคัญคือคนไทยชอบเล่นกันบ่อยๆ ซะด้วย อย่างการ์ตูนข้างบนที่ยกมานี้ เชื่อว่าต้องมีมากกว่าครึ่งที่เคยได้ยินมุกทำนองนี้มาก่อน ถ้าไม่ใช่เรื่องการประหยัดสบู่ ก็จะเป็นไปในทำนองว่า ไม่อ่านหนังสือจะได้ประหยัดไฟ ไม่ไปเรียนช่วยชาติประหยัดน้ำมัน สิ่งนี้ยืนยันว่าคนไทยอยู่กับทักษะการประชดประชันตั้งแต่เกิด ซึ่งคนชาติอื่นๆ อาจไม่คุ้นเคย หรือมองว่าเป็นเรื่องแป๊กๆ ซึ่งรัฐบาลควรเร่งรีบผลักดัน ารกิจชี้แจงให้ชาวต่างชาติรับรู้ถึงทักษะของคนไทย ให้เป็นวาระแห่งชาติโดยด่วน
ข้อน่าสังเกตคือ ทำไมการ์ตูนมุกชุดนี้มันถึงไม่ดี จะว่ามันไม่มีเหตุไม่มีผลก็ไม่ใช่ จังหวะไม่ดีก็ไม่เชิง จะติดเสียๆ หน่อยก็คือเยิ่นเย้อ อย่างเช่นตัวอย่างข้างบน ต้องเสียช่องการ์ตูนไปถึงสองช่องสำหรับอธิบายเรื่องเหตุของมุก แล้วค่อยมาถึงตัวเนื้อมุกจริงๆ ในช่องสุดท้าย แต่ก็ไม่ปรากฎว่าเหตุบกพร่องนี้จะทำให้การ์ตูนขายมุกอย่างคุโรมาตี้ ซึ่งใช้เวลาอธิบายมุกเยิ่นเย้อกว่านี้มาก จะมีความตลกลดน้อยลง
-4-
อย่าลืม bioscope ปกบุญชู

No Trackbacks
You can leave a trackback using this URL: http://www.a-random.net/wordpress/wp-trackback.php?p=191
One Comment
ทำไมรู้สึกว่าหน้านี้เขียนมาเพื่อจะยัดประโยคสุดท้ายเล็กๆ ให้ห้อยมามากที่สุดเนี่ย ?
ซื้อแล้วแต่ขี้เกียจอ่านทั้งเล่ม ทำไงดีวะ ?
มาเล่าให้ฟังแทนละกัน ได้ป่ะ
ประชดนี่มันเชี่ยวกันทั้งโลกไม่ใช่หรอ ?
เห็นพวก black comedy นี่ฝรั่งเค้าเชี่ยวกันเยอะจะตาย
ว่าแต่ทำไมยิ่งได้เขียน นส แล้วยิ่งดูหนังน้อยเอาๆ ?
จะฟ้องป้าธิดา