จุฬาไม่น่ารัก

เอนทรี่นี้จะอธิบายการอ่านาพ ตามวิธีของสัญลักษณศาสตร์ (semiotics) โดยใช้วิธีหาความหมาย 3 ระดับ อันประกอบด้วย

  • Denotation ความหมายโดยตรงที่ได้จากสัญญะ หากเทียบให้เห็นาพ ถ้ามีคำๆ หนึ่ง ความหมายที่เป็น Denotation นั้นคือความหมายของคำ ที่ปรากฎในพจนานุกรม เป็นความหมายระดับหนึ่ง
  • Connotation ความหมายโดยนัยนอกเหนือจากความหมายโดยตรง ไม่ปรากฎชัดเจนหากขาดข้อมูลเชิงวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อการตีความ เป็นความหมายระดับสอง
  • Myth หรือมายาคติ เป็นสัญญะที่ตอกย้ำถึงแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง โดยทำให้แนวคิดนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่แปลก ใครๆ ก็ทำกัน ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม ไม่เคยเป็นเรื่องธรรมชาติ หากแต่เป็นเรื่องสมมุติโดยกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งๆ ทั้งสิ้น นี่เป็นความหมายระดับสุดท้าย

เพื่อทดสอบว่าเข้าใจหรือไม่ ขอให้ชมาพต่อไปนี้

Denotation ของาพนี้คือาพผู้หญิง 6 คนเรียงต่อเป็นแถวหน้ากระดาน ทำหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่งหน้าตาสวยงาม ไกลออกไปคือแถบสีชมพู อยู่ในสาพแวดล้อมเป็นสนามกีฬา (ให้สังเกตว่า Denotation มิใช่ความหมายที่ “เป็นกลาง” หรือ “ธรรมชาติ” เพราะอย่างน้อยก็ต้องใช้ความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมบางอย่าง อย่างน้อยสุดก็คือาษา รู้ว่าสีในแถบไกลๆ คือแถบสีชมพู รู้ว่าแต่งหน้าทำผมแบบนี้้ ก็เรียกว่าสวยงาม)

Connotation ของาพนี้คือเป็นรูปเชียร์หลีดเดอร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้าเป็นชาวต่างชาติก็ย่อมไม่รู้ว่าทำผมแบบนี้ ยืนเรียงแถวทำท่าแบบนี้ แต่งตัวมิดชิดแบบนี้ คือเชียร์หลีดเดอร์ และก็ย่อมไม่รู้ว่าสีชมพูคือสีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ทำไมเราไม่ตีความว่า อาจเป็นหลีดธรรมศาสตร์ ที่คนถ่ายาพถ่ายติดธงจุฬาฯ ก็ตอบได้ว่า ถ้าเป็นหลีดธรรมศาสตร์ ก็จะไม่ใช่หน้าตาแนวนี้ การแต่งตัวก็จะไม่ใช่สีจางๆ แบบนี้ ทุกอย่างจะตรงกันข้ามกับหลีดของจุฬาฯ เห็นได้ว่าถ้าไม่มีความรู้ทางวัฒนธรรม จะอ่านาพนี้ไม่ได้เลย

แต่ Connotation ยังไม่จบแค่นี้ นอกจากจะเป็นเรื่องอ่านว่าาพนั้นคือาพอะไร หน้าที่อีกอย่างของนักสัญลักษณศาสตร์คือบอกให้ได้ว่าาพนี้ กำลังถ่ายทอดแนวคิดเชิงนามธรรมอะไรบ้าง แนวคิดแรกคือความสวยงามของผู้หญิง ที่มิได้ออกแนวสวยงามแบบคม ดุดันอย่างธรรมศาสตร์ แต่จะออกสวยงามแบบน่ารัก ใจดี แนวคิดที่สองคือความเป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นได้จากผู้ถ่ายาพเน้นทัศนียาพแบบเรียงแถว จนเห็นเด่นชัดถึงความพร้อมเพรียงกัน ของทั้ง 6 คน ทั้งความสวยงามแบบน่ารัก และความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะถูกถ่ายทอดไปยังแถบสีชมพูที่อยู่ไกลๆ และถ่ายลงสู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงสรุปความได้ว่า ผู้หญิงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสวยแบบน่ารักและมีระเบียบ

Myth ที่าพนี้กำลังรับใช้มีหลายอย่าง อย่างแรกที่เห็นง่ายๆ คือ มายาคติที่ว่าผู้หญิงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความน่ารักและมีระเบียบ ซึ่งเห็นได้ว่าผู้หญิงแบบนี้ในจุฬาฯ จริงๆ คงมีอยู่น้อยมาก อีกอย่างคือในจุฬาฯ ก็ไม่ได้มีแต่ผู้หญิงน่ารัก แต่ยังมีผู้หญิงที่สวยคมด้วย ซึ่งความงามลักษณะนี้ ถูกละออกไปจากสัญญะนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นความต้องการของผู้คัดเลือกเอง เพราะความสวยแบบสวยคมนั้น ค่อนข้างสื่อถึงความไม่ไร้เีดียงสา ความเอาจริงเอาจัง ความคิดก้าวหน้า เสรีาพ หลุดกรอบประเพณีโบราณ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่จุฬาฯ ไม่มี

มายาคติอย่างที่สองคือ ทัศนคติด้านบวกต่อการการกดขี่ลักษณะปัจเจกชน ที่เราอ่านได้แบบนี้ เพราะเราเริ่มจากดูว่า าพแสดงผู้หญิง 6 คน โดยที่ทุกคนทำท่าเหมือนกัน แต่งหน้าทำผมในลักษณะเดียวกัน แต่งตัวแบบเดียวกัน ทำหน้าตายิ้มองศาเดียวกัน และมองต่อไปว่ามุมกล้องเน้น perspective ให้ผู้หญิง 6 คน เรียงกันในลักษณะพร้อมเพรียงกัน ดูแค่นี้ก็เห็นได้ว่า เป็นการกดขี่ความแตกต่างของปัจเจกชน ที่แต่ละคนในาพนี้มีอยู่ตามธรรมชาติ อย่างเช่น บางคนอาจชอบผมทรงอีกแบบหนึ่ง อาจชอบแต่งตัวอีกแบบหนึ่ง อาจชอบทำหน้าแบบหนึ่ง หรือยิ้มให้ต่างองศาออกไป แต่ 2 จุดนี้ ยังไม่ทำให้าพนี้รับใช้มายาคตินี้ แต่จุดสำคัญที่บ่งบอกว่าาพนี้รับใช้มายาคตินี้คือ มุมกล้องที่งัดสูงอ่อนๆ บ่งบอกถึงการเชิดชู หรูหรา สง่างาม อันเป็นทัศนคติในแง่บวกต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ประกายตาของหลีดคนแรกก็บ่งบอกถึงทัศนคติที่ดีี ต่อการกดขี่แบบนี้เช่นกัน ซึ่งหากสรุปให้เข้าใจในประเด็นนี้คือ าพนี้แสดงให้เห็นว่าเกียรติูมิจุฬา เกิดจากการกดขี่ความแตกต่างของปัจเจกชน ให้ลดลงเหลือแต่าพลักษณ์แบบเหมือนๆ กัน

มายาคติอย่างที่สาม ให้เริ่มจากการถามว่า “ทำไมต้อง…?” เพื่อเปิดเผยชุดสัญญะอื่นๆ นอกจากที่ปรากฎในาพ และจะได้เกิดความสงสัยว่าทำไมไม่เลือกสัญญะอื่นๆ ในที่นี้คือ ถามว่า “ทำไมต้องมีแต่ผู้หญิงในาพ?” เช่นนี้ก็จะเปิดเผยความเป็นไปได้ ที่จะแทนาพหลีดผู้หญิงด้วย หลีดผู้ชาย หลีดกะเทย หลีดเต้นบ้าบอ ทำไมไม่ เลือกหลีดกะเทย หรือหลีดเต้นบ้าบอ จะเห็นได้ว่าจุดประสงค์ของผู้ถ่ายาพในาพนี้ คือแสดงความสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย สง่างาม ดังนั้นหลีดกะเทย หลีดเต้นบ้าบอไม่สามารถทำให้ผู้ถ่ายาพบรรลุวัตถุประสงค์ได้ พูดให้ชัดคือ าพนี้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่ากะเทยไม่สวย ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย คนเต้นแร้งเต้นกาไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีแต่ความวุ่นวายสนุกสนานแต่เพียงอย่างเดียว ทีนี้มาถามอีกว่า ทำไมไม่ใช่หลีดผู้ชาย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับธรรมชาติทางมนุษยวิทยาของการถ่ายาพ นั้นคือการถ่ายาพคือการทำให้สิ่งนั้นดำรงอยู่สืบเนื่องไป ในฐานะ “วัตถุ” ของผู้ถ่ายาพ ยกตัวอย่างให้ง่ายๆ คือ เราเจอคนๆ หนึ่งที่ไม่รู้จัก แต่เรามีความชื่นชอบต่อคนๆ นั้น เราจึงถ่ายาพคนนั้น แล้วต่างคนก็ต่างแยกกันไป คนๆ นั้นสำหรับเราแล้วก็จะดำรงอยู่สืบเเนื่องไป แต่เป็นไปในลักษณะที่ไม่สามารถพูดคุยโต้ตอบกับเราได้ นอกจากนี้เราสามารถทำทารุณกรรมต่อาพๆ นั้นโดยบุคคลในาพไม่มีสิทธิโต้แย้งเราได้ จึงเห็นได้ว่าคนในาพ ได้ลดระดับจากมนุษย์จริงๆ ลงสู่วัตถุอย่างหนึ่งของผู้เป็นเจ้าของเท่านั้น สาเหตุที่เราพอตอบได้ในขั้นแรกเมื่อรู้เช่นนี้ ก็คือว่า ที่ไม่มีรูปหลีดผู้ชายมาปนในาพ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ถ่าย ไม่ต้องการให้ดำรงอยู่ต่อไป แต่สาเหตุที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญกว่าคือ ความคิดที่ว่า ผู้หญิงเท่านั้นที่มีคุณลักษณะ “ทำให้เป็นวัตถุได้” สาเหตุที่รองรับแนวคิดนี้ต้องอ้างไปถึงแนวคิด “The Gaze” ประกอบกับความคิดที่ว่าโลกของศิลปะ ถูกควบคุมด้วยสายตาแบบผู้ชายมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ประเมินคุณาพงาน เนื้อหาในาพ วิธีการทำงาน ล้วนถูกกำหนดโดยอคติของผู้ชายทั้งนั้น งานศิลปะคือผลงานของสายตาผู้ชาย ดังนั้น าพๆ นี้ไม่ว่าคนถ่ายจะเป็นชายหรือหญิง เมื่อมันเป็นงานศิลปะ ก็เหมือนจะมีจิตใต้สำนึกบางอย่างที่ถอนไม่ออก ว่าต้องทำตามแบบสายตาผู้ชายจึงจะได้ผลดี นี่เป็นสาเหตุทางมนุษยวิทยา ที่อธิบายได้ว่าทำไมาพ portrait ผู้หญิงจึงมีสถานะความเป็น “ศิลปะการถ่ายาพ” มากกว่าาพกะเทย าพผู้ชาย าพหลีดเต้นแร้งเต้นกา สรุปให้ชัดอีกครั้งว่า าพนี้สนับสนุนมายาคติที่ว่า่ ผู้หญิงเท่านั้นที่จะถูกลดเป็นวัตถุได้ และสายตาของผู้ชายเท่านั้น ที่เป็นเกณฑ์อันเลอเลิศสำหรับตัดสินศิลปะการถ่ายาำพ

มายาคติทั้งสามนี้ ถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมชาติ หรือไม่ใช่เรื่องร้ายแรงผิดแปลกอะไร โดยฝีมือของการจัดาพ จัดเรื่องราวของช่างาพคนนี้ และผู้อ่านาพที่ไร้เดียงสา ก็จะพลอยเชื่อไปด้วยว่า ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติอะไร ใครๆ ก็ทำกัน ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องขัดต่อสิทธิ เสรีาพที่บ้านเมืองนี้รับรองไว้

คราวหน้าจะมาต่อด้วยการอ่านาพนี้

ขอให้ไปเตรียมตัวมาล่วงหน้า

No Trackbacks

You can leave a trackback using this URL: http://www.a-random.net/wordpress/wp-trackback.php?p=160

6 Comments

  1. รศ ดร มรว

    แล้วจะให้เตรียมตัวอย่างไรล่ะ? จะให้อ่านาพไว้ล่วงหน้าหรอ?

    รูปนั้นเด็กกำลังทำอะไรอยู่ล่ะนั่น…

    Posted May 22, 2008 at 3:10 am | Permalink
  2. arr3e

    โอโห มีการบ้านนอกเวลา

    Posted May 26, 2008 at 3:11 am | Permalink
  3. pikachan

    เราเข้าใจว่าเป็นหลีดจุฬาเพราะหัวบล็อกของการ์ดอะ เหอเหอเหอเหอ

    Posted June 1, 2008 at 8:03 pm | Permalink
  4. SCCU

    เดกที่มีจิตสำนึกดีเค้าก็มีมาเรียน

    ที่ประพฤติ ดีมีสง่า ถึงแม้จาไม่น่ารักมาก แต่ก็ทำตัวอยู่ในกรอบ

    จุฬาไม่ได้ ปั้นหน้า ไม่ได้สร้างาพ

    อย่าเอาการกระทำของแกมาทำให้สถาบันดีดีเค้าเสื่อมเสียนะ

    รู้ตัวมะ แย่มากๆ

    Posted October 4, 2008 at 1:00 am | Permalink
  5. GARN

    วิเคราะห์ได้ดีอะการ์ด เราว่า เอาหลักการมาจับได้ดี..
    แต่เราสงสัยว่า
    1 ทฤษฎีการอ่าน าพลักษณะนี้ อะ มันมีอีกมั้ย แบบการอ่านาพเนี่ยมันมีกี่รูปแบบ
    2 มุมมองาพเดียวกัน แต่มองต่างกัน ก็เป็นไปได้ใช่มะ มันขึ้นกับพื้นความรู้ของคนคนนั้นด้วยใช่ปะการ์ด
    3 สงสัยเม้นบน ว่าเขาได้อ่านงานการ์ดจบรึยัง.. ยึดติดกันทั้งนั้น
    ปล 555 เป็นกำลังใจให้นะการ์ด แต่วิจารณ์เรื่องพวกนี้มันเสี่ยง… แม้เราเองจะอยู่จุฬาเองก็เถอะ..

    Posted October 5, 2008 at 2:46 pm | Permalink
  6. 1. การอ่านาพมันมีหลายวิธีมาก ปัจจุบันไม่ใครรวบรวมไว้ว่ามันมีทั้งหมดกี่แบบ มุมมองที่เราเสนอไป เป็นการอ่านาพตามวิชาสัญลักษณ์ศาสตร์ อ่านความหมายของวัฒนธรรมตามปรากฎในาพ การอ่านด้วยวิธีใหม่ๆ ตามแขนงนี้ก็มี แต่ค่อนข้างเข้าใจยาก เช่น การให้ระเบิดข้อความที่เราจะอ่านเป็นส่วนๆ แล้วเพ่งพินิจความลุกวาบของความหมายในแต่ละชิ้นส่วน การหารหัส function ของแต่ละตัว เป็นต้น

    การอ่านาพอีกอย่างที่นิยมในวงการสังคมศาสตร์คือการหา “desire” ตามแนวคิดของวิชาวัฒนธรรมทางสายตา พวกนี้เขาจะมองว่าาพแต่ละาพมีระบบชีวิตของมัน และมันสามารถฝังไปในใจของมนุษย์ ก่อให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้เหมือนพวก virus นักวิชาการแขนงนี้ จะอ่านาพด้วยการค้นหาว่าาพแต่ละาพ กำลังเรียกร้องให้คนดูปฎิบัติยังไงต่อมัน

    2. ถูกต้อง าพเดียวกัน ตีความได้หลากหลาย และนักสัญศาสตร์ยุคใหม่ ก็จะยืนยันทำนองนี้ ถึงขนาดบอกว่าวัฒนธรรมต่างกัน ก็มีผลให้ตีความาพผิดกันแบบฟ้ากันดินเลยก็ได้ แม้จะเป็นองค์ประกอบที่ดูแล้วไม่น่าจะแย้งกันก็ตาม

    3. เป็นอีกอิทธิพลของ desire าพ :) แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้แย้งนะ ว่าที่เราบอกว่าหลีดจุฬาปั้นหน้า มันไม่เป็นความจริงอย่างไร

    Posted October 5, 2008 at 10:11 pm | Permalink

Post a Comment

Your email is never shared.