Monthly Archives: August 2009

“บนฐานแห่งความเวทนา” 3

ข่าวดังเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของประเทศสหราชอาณาจักรคงหนีไม่พ้นกรณีการปล่อยตัวเอบเดลบาเซท อาลี อัลแมกกราฮี นักโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีวางระเบิดเครื่องบิน Pan Am ไฟลท์ 103 ระหว่างออกเดินทางจากสนามบินฮีทโทรว ลอนดอน ไปยังสนามบินแคเนดี้ ณ นิวยอร์ค เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 1988 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 270 คน โทษร้ายแรงเช่นนี้ ทำไมรัฐบาลสกอตแลนด์ซึ่งควบคุมกุมขังอัลแมกกราฮีอยู่ จึงตัดสินใจปล่อยตัวอาชญากรรายนี้ได้ภายหลังจากที่เ้ขารับโทษเพียงแค่ 8 ปี? คำตอบเป็นเรื่องมานุษยธรรม อัลแมกกราฮีตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้ายที่จะทำให้เขามีอายุได้ไม่เกิน 3 เดือน รัฐบาลสกอตแลนด์จึงตัดสินใจว่าไม่มีประโยชน์ที่จะกุมขังคนใกล้ตาย และปล่อยให้เขากลับบ้านที่ลิเบีย ซึ่งสร้างความแค้นฝังหุ่นให้กับชาวอเมริกา ยิ่งเมื่อมีภาพข่าวที่อัลแมกกราฮีได้รับการต้อนรับจากชาวลิเบียเสมือนเป็นฮีโร่กลับประเทศ ก็ยิ่งสร้างความแค้นเคืองยิ่งขึ้น หากจะให้ประเมินการตัดสินใจของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสกอตแลนด์ครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรเริ่มจากคำถามที่ว่า เรามีจุดประสงค์ของการกุมขังคนกระทำผิดว่าอย่างไร ทัศนคติที่ต่างกันต่อคำถามนี้ ย่อมส่งผลให้การประเมินการตัดสินใจครั้งนี้ต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เป็นธรรมต่อทั้งรมต. และต่อญาติ และต่ออัลแทกกราฮี ข้าพเจ้าเลือกที่พิจารณาคุณค่าของการตัดสินใจปล่อยตัวจากฐานความคิดทุกแง่มุมของการลงโทษกุมขัง อนึ่ง ข้าพเจ้าจะตัดประเด็นที่ญาติของอัลแมกกราฮียกมาว่า เขาไม่ได้เป็นคนทำผิด มีหลักฐานชิ้นใหม่ที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ฯลฯ เนื่องจากจะทำให้เรื่องยากเกินไป มุมมองที่ 1 การกุมขังในฐานะของเครื่องมือแก้แค้น การลงโทษผู้กระทำผิดให้สาสมกับความผิดที่เขากระทำ ไม่ใช่แนวคิดใหม่ทางฑัณทวิทยา เพราะมันมีมานานพร้อมกับการกำเนิดของกฎหมายแล้ว [...]

จุดจบของข่าว 0

เมื่อวานได้ฟัง podcast ของ NPR Fresh Air ตอนล่าสุดที่พูดถึงแนวโน้มของธุรกิจข่าว เขาเสนอว่าบทความข่าวในเชิงข้อเท็จจริงกำลังจะสร้างกำไรให้ธุรกิจข่าวลดลง แต่บทความที่จะสร้างกำไรได้มหาศาลแทนคือบทความที่เป็นข้อคิดเห็น ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับข่าว คำอธิบายก็ง่ายแสนง่าย เพราะข่าวในเชิงข้อเท็จจริงสมัยนี้เขาได้กันมาฟรีๆ หมดแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวจากคนวงในที่มาโพสในเวบบอร์ด ข่าวเจาะที่คนธรรมดาที่ไม่ใช่นักข่าวไปสืบค้นสืบหามา หรือข่าวที่คนธรรมดาไปพบเจอแล้วใช้อุปกรณ์มือถือถ่ายภาพมาแฉ นอกจากนี้ ในแง่ของสถาบันสื่อเอง สมัยนี้ก็เอาข่าวเชิงข้อเท็จจริงมาโพสให้อ่านฟรีในอินเตอร์เนตหมดแล้ว ในทางกลับกัน ข่าวในเชิงวิเคราะห์ค่อนข้างทำได้ยากกว่า เพราะต้องอาศัยทักษะการเชื่อมโยงข้อเท็จจริงต่างๆ เข้ามาร้อยเป็นเรื่องเดียวกันให้สมเหตุสมผล  ทั้งยังต้องอาศัยวิจารณญาณดุลยพินิจในการประเมินคุณค่า นัยยะของสถานการณ์ในข่าวด้วย ในบรรดาข้อความที่โพสตามเวบบอร์ด น้อยข้อความนักที่จะเข้าเกณฑ์นี้ แต่น่าเสียดายที่ข้าพเจ้ายังฟังสัมภาษณืนักธุรกิจหนังสือพิมพ์ใน session ความยาว 40 กว่านาทีใน NPR Fresh Air ไม่จบ แต่ก็ยังไม่วายที่ข้าพเจ้าอยากจะนำเสนอความคิดบางอย่าง ในบริบทของประเทศไทย น่าจะเป็นความจริงที่ข่าวเชิงข้อเท็จจริงน่าจะไม่ใช่แนวทางการสร้างรายได้ของบริษัทข่าวในอนาคต เพราะไม่เพียงแต่เราจะมีเวบไซต์ข่าวภาษาไทยให้อ่านกันฟรีๆ หลายเวบไซต์เท่านั้น แต่เรายังมีเวบไซต์ข่าวทางเลือกที่หลากหลายจากมุมมองภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่แน่นอนว่าให้อ่านกันฟรีๆ เช่นกัน ถ้าอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เนตของประชากรไทยยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับมีคอมพิวเตอร์พกพาราคาถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หนังสือพิมพ์ที่มีแต่บทความข้อเท็จจริงคงจะขายไม่ได้อีกต่อไป แต่ก็ไม่น่าจะหมายความว่าบทความวิเคราะห์ข่าวจะมีแนวโ้น้มเป็นตัวช่วยกอบกู้สถานะของบริษัทสื่อมวลชนได้เสมอไป เพราะตลาดการอ่านข่าวในประเทศไทยไม่ค่อยชอบความซับซ้อนมากนัก บทความที่วางโครงสร้างเหตุผลแบบยาวๆ มักไม่ชักชวนให้อ่านต่อไปจนจบ ซึ่งลักษณะนี้มันก็ไม่ใช่ความผิดของใคร เพราะใครอยู่ประเทศนี้ก็เคยชินกับสภาพแบบนี้กันอยู่แล้ว แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองหลายครั้งก็ไม่อยากอ่านเรื่องที่ซับซ้อน ดังนั้น [...]

หนึ่งร้อยปี (ที่ไม่ผ่านไป) แห่งความแปลกแยก 0

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าถูลู่ถูกังอ่านนวนิยายเป็นภาษาอังกฤษจนจบนั้น เป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่อาจนับได้ แต่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้ ในที่สุดข้าพเจ้าก็มีโอกาสเริ่มนับเวลาครั้งสุดท้ายที่อ่านนวนิยายภาษาอังกฤษจนจบไใหม่อีกครั้ง นวนิยายเล่มนั้นคือ 100 Years of Solitude ของนักเขียนรางวัลโนเบล Gabriel García Márquez นวนิยาย 400 กว่าหน้าเล่มนี้ประจุไปด้วยเรื่องราวอันแปลกแยกของในสาแหรกตระกูลบูเอนดิย่า อันเริ่มจากการแต่งงานระหว่างญาติอันผิดประเพณีของโฮเซ่ อาร์คาร์ดิโอ้ บูเอนดิย่ากับเออร์ซูล่า ที่ตามมาด้วยการย้ายถิ่นฐานไปสร้างเมืองใหม่ชื่อว่ามาคอนโดท่ามกลางที่ลุ่มหนอง ชะตากรรมของเมืองคลี่คลายไปพร้อมๆ กับคนในตระกูล ตั้งแต่การแวะมาเยี่ยมเยียนโดยกลุ่มยิปซีที่หอบเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยจากแดนไกลมาล่อตาล่อใจให้คนในตระกูลบูเอนดิย่าเก็บไปศึกษา, การแพร่ระบาดของโรคนอนไม่หลับที่ทำให้ผู้คนต้องแปะป้ายบนสิ่งของต่างๆ กันลืมชื่อเรียก, สงครามระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมที่คนในตระกูลเป็นหัวหอกสำคัญในการสู้รบ, ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองที่มาพร้อมกับการลงทุนสวนกล้วยของชาวอเมริกาจนถึงการล่มสลายของตระกูลบูเอนดิย่า ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความวินาศของเมืองมาคอนโด สิ่งแรกที่ทำให้ข้าพเจ้าสัมผัสถึงความแปลกแยกในกลวิธีเล่าเรื่องในนวนิยายนี้ คือการลำดับเวลาของเรื่องราวที่ไม่เป็นไปแบบเส้นตรง เหตุการณ์ที่อยู่หน้าถัดไป อาจเกิดก่อนเหตุการณ์ที่อยู่ในสามสี่หน้าก่อนก็เป็นได้ แม้ว่าเทคนิกดังกล่าวจะทรงประสิทธิภาพต่อการสื่อถึงกระแสของเวลาที่มิได้เดินไปข้างหน้าในอัตราความเร็วเดียวหากแต่บ้างก็ช้าลง เร็วขึ้น หรือไม่ก็ไหลวนย้อนไป แต่สำหรับคนไทยที่กำลังอ่านภาษาอังกฤษอยู่นั้น มันสร้างความลำบากในการเข้าใจเรื่องราวมากยิ่ง แต่เวลาในเรื่อง มันก็คงไม่สำคัญอะไรนัก เพราะท้ายที่สุด บุตรธิดารุ่นแล้วรุ่นเล่าของตระกูลบูเอนดิย่าก็มีลักษณะ, นิสัยเหมือนๆ กับเหล่าญาติๆ ของตัวเองไม่คนใดก็คนหนึ่ง ราวกับชีวิตของผู้วายชมน์ในตระกูลนี้ท้ายที่สุดก็ถูกยืดออกไปด้วยเหล่าผู้สืบทอดตระกูล นอกจากลักษณะและนิสัยที่เหมือนกัน ชื่อของเหล่าบูเอนดิย่าแต่ละคนก็ยังซ้ำๆ กันอีกด้วย เช่น นาม “ออเรริอาโน่” ที่หากเอาไปตั้งชื่อใครในตระกูล คนๆ นั้นก็ต้องถูกสาปให้หมกหมุ่นอยู่กับการอ่านคัมภีร์จารึกลึกลับโบราณของชาวอินเดีย [...]