Monthly Archives: July 2009

Reflection on relationship 2

เป็นสิ่งที่ผมเพิ่งรู้ในช่วงห้าหกเดือนที่แล้วว่าโดยปรกตินั้น สายความสัมพันธ์ของคนในสังคมมหาวิทยาลัยจะแบ่งเป็นคนรู้จักธรรมดา, เพื่อนธรรมดาและเพื่อนสนิท ถ้าจัดให้เป็นแผนภาพที่เอาคนๆ หนึ่งไว้ตรงกลาง คนที่ล้อมรอบคนๆ นี้เป็นวงในสุดคือเพื่อนสนิทที่จะไปไหนมาไหนด้วยกัน และจะนั่งจับกลุ่มกันเวลากินข้าว วงถัดไปคือเพื่อนปรกติที่อาจจะไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน หรือไม่ถูกชักชวนไปกินข้าวในบางโอกาส แต่พูดคุยกันได้ ส่วนวงนอกสุดคือคนคุ้นเคย ซึ่งเป็นคนที่แค่ทักทายเมื่อเดินผ่านพอเป็นพิธี ที่ว่าเพิ่งรู้นั่นก็เพราะว่าผมเข้าใจอีกแบบหนึ่งมาตลอดว่าคนที่รู้จักทุกคนคือเพื่อน แล้วก็ไม่มีการจัดระดับความสัมพันธ์อะไรอีกต่อไป ส่วนในเรื่องการปฎิบัติต่อเพื่อนก็จะเหมือนกันไปหมดคือคุยบ้าง ไม่คุยบ้าง ออกไปเดินด้วยบ้าง หรือไม่เดินบ้าง นั่งด้วยบ้าง ไม่นั่งด้วยบ้าง สรุปรวมความก็คือทำอะไรแบบ “บ้างๆ” ต่อคนที่รู้จักอย่างเท่าเทียมกันไม่เลือกปฎิบัติ อนึ่ง การไม่คุย หรือไม่ได้นั่งกับคนรู้จักบางคนก็ไม่ได้แสดงว่าเลือกปฎิบัติ แต่มันเป็นเพราะช่วงเวลานั้นไม่มีประเด็นอะไรจะคุยด้วยกับบุคคลดังกล่าวแม้แต่ประเด็นเล็กน้อยไร้สาระก็ไม่มี แต่หากมีประเด็นอะไรจะคุยด้วยแม้จะเป็นประเด็นที่ไร้สาระก็ตามก็จะไปคุยด้วย ซึ่งก็เข้ากับหลัก “บ้างๆ” ได้ดี แต่ความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้รับ ก็ไม่อาจทำให้ผมเปลี่ยนโมเดลความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแบบเดิม เพราะผมไม่พร้อมที่จะอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งในทุกเวลาและทุกสถานการณ์ เนื่องจากจะเบื่อเสียก่อน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมจะปฎิเสธความสัมพันธ์กับคนรอบข้างโดยสิ้นเชิง แต่จริงๆ แล้วผมสนใจความสัมพันธ์กับคนหลากหลายเป็นที่สุด เพราะไม่มีใครที่ฉลาดเพราะคิดอะไรอยู่คนเดียวโดยไม่สื่อสารกับใคร สิ่งที่ผมได้จากการมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้างทุกครั้งคือการรู้จักวิธีคิด วิธีใช้ภาษาสื่อความ พฤติกรรม ที่มีความหลากหลายแตกต่างไปโดยไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงหลากหลายเช่นนั้น ความน่าสนใจนี้เองทำให้ข้าพเจ้าต้องการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนที่หลากหลาย ดังนั้น การจะสร้างลิสต์กลุ่ม “เพื่อนสนิท” “เพื่อนธรรมดา” “คนคุ้นเคย” แล้วจำกัดการมีปฎิสัมพันธ์ไปตามแต่ละกลุ่ม ย่อมขัดกับปรัชญาการใช้ชีวิตของผมเป็นอย่างมาก เพราะหากสมมุติว่าผมมีเรื่องหรือประเด็นที่อยากจะคุยกับใครมากๆ แต่คนๆ นั้นเผอิญไปตกอยู่ในลิสต์ [...]

โลกในดวงตาของ Terry Richardson 1

หมายเหตุ: อยากจะเขียนถึงช่างภาพคนนี้ยาวๆ เยอะๆ กว่านี้ แต่ขออนุญาตบันทึกความคิดที่ผุดขึ้นมาทันทีเกี่ยวกับช่างภาพคนนี้ก่อน และหลังสอบและทำธุระเสร็จทั้งหมดแล้วอยากจะมาชี้ชัดอีกรอบนึง วัตถุในโลกของ Terry Richardson ล้วนไม่มีมิติในตัวมันเอง ทุกอย่างดูเรียบแบนซึ่งเป็นผลจากการยิงแฟลชดิบๆ เข้าตรงๆ อย่างไม่ปรานี ฉากหลังเป็นแค่กำแพงห้องสีขาวที่รองรับเงาเข้มๆ จากวัตถุที่อยู่ตรงหน้า ขอบภาพก็มืดมนราวกับถ่ายด้วยกล้องกระดาษใช้แล้วทิ้ง เนื้อหาแห่งภาพถ่ายก็เต็มไปด้วยเรื่องบัดสีบัดเถลิงอย่างคนโด้ปยาจนอ้วกนองเต็มพื้น คนกอดรัดฟัดเหวี่ยง สิ่งเหล่านี้ประกอบกันกลายเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับภาพแอบถ่าย ไม่ได้จัดแสงตระเตรียมไว้ นางแบบนายแบบก็ไม่ได้ตั้งตัว แต่อย่าเผลอคิดเด็ดขาดว่านี่เป็นฝีมือของช่างภาพระดับธรรมดาๆ เพราะเขาคือผู้อยู่เบื้องหลัง Print Ad ของ Levi’s, Gucci, Miu Miu และสารพัดแบรนด์ ฝากฝีมือไว้กับ Vogue, GQ และนิตยสารชั้นนำมากรายนับไม่ถ้วน แนวการถ่ายภาพของเขาได้รับอิทธิพลอย่างยิ่งจากกลุ่มการเคลื่อนไหว Snapshot Aesthetics ที่ผละออกไปจากการถ่ายภาพสวยๆ งามๆ ไปเป็นการถ่ายภาพของปรกติพื้นฐานประจำวัน กิจกรรมประจำวัน เรื่องธรรมดาที่ไม่น่าจะใส่ใจมาบันทึกความประทับใจเช่น คนตื่นนอน คนไปซื้อของ องค์ประกอบของภาพลักษณะนี้ก็จะหลุดจากกรอบภาพ ไม่สมดุลบ้าง เพื่อให้สมกับคำว่า Snapshot ความประทับใจของผมเมื่อได้เห็นภาพถ่ายของช่างภาพคนนี้คือ การไม่เสแสร้งในรูปแบบ ข้าพเจ้าเคยได้ยินช่างภาพหลายคนพูดว่าการใช้ photoshop มาแต่งภาพทีหลังเป็นการทำให้ภาพไม่เสนอความจริง แต่ประเด็นที่คนพูดคนนั้นพลาดไปอย่างชัดเจนก็คือ [...]

อจินไตย 5

การถามคำถามโดยทั่วไปย่อมเป็นพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความใคร่รู้ สอบทาน เป็นพฤติกรรมที่นักปราชญ์พึงกระทำ แต่ปรากฎว่ามีคำถามอยู่ชุดหนึ่งที่พระพุทธเจ้ามองว่าไม่ควรคิด หากคิดไปแล้วจะเป็นส่วนหนึ่งของความบ้า เป็นคำถามที่เกี่ยวกับอจินไตย 4 หนึ่งในอจินไตย 4 คือโลกจินไตย ซึ่งเป็นคำถามว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงคำถามอื่นๆ ที่ว่าด้วยธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานของเรื่องทางโลก ความคิดนีขัดแย้งอย่างรุนแรงกับกลุ่มนักปรัชญาตะวันตกสมัยแรกๆ ที่พยายามถามคำถามทำนองเดีัยวกันอย่างเช่น พระเจ้่ามีจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีจริงชีวิตจะกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ชีวิตคืออะไร เหล่านี้เป็นคำถามที่ว่าด้วยธรรมชาติอันแท้จริงของสรรพสิ่ง อยู่ในแขนงวิชาอภิปรัชญา (metaphysics) การที่พระพุทธเจ้าออกมาพร่ำสอนเรื่องอจินไตยย่อมมีนัยว่า อจินไตยนั้นแท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญหรือเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์โดยตรง ต่างจากเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้ว่ามีวิวัฒนาการทางความคิดเช่นนี้ในปรัชญาตะวันตกเช่นกัน กล่าวคือในยุคแรกๆ ปรัชญากลายเป็นการถามคำถามในเรื่องที่ดูเหมือนไกลตัว จับต้องไม่ได้ เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่ แต่ปรัชญาตะวันตกยุคใหม่ก็ดูเหมือนจะถอยห่างจากเรื่องเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jean-Paul Sartre ที่เนักคิดคนสำคัญของแนวคิดอัตถิภาวะนิยมก็บอกอย่างชัดเจนว่า เวลาของมนุษย์มีน้อย ต้องใช้เวลานั้นไปคิดเรื่องที่สำคัญกับมนุษย์มากกว่า และสิ่งที่มีคุณค่าที่ว่าก็ไม่ใช่เรื่องพระเจ้าหรือจักรวาล หากแต่เป็นเรื่องของความไร้แก่นสารของความเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้ายังมองเห็นวิธีคิดที่แตกต่างกันระหว่างค่าย 2 ค่ายข้างต้น นั่นคือหากเป็นฝั่งของอภิปรัชญา มักจะเริ่มเสาะหาความรุ้ด้วยวิธีวิเคราะห์จากพื้นฐาน นั่คือหากจะศึกษาเรื่องชีวิต ก็ต้องเริ่มจากการถามหาึคุณสมบัติตายตัวของชีวิต ว่ามีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง แต่ในฝั่งของพระพุทธเจ้านั้นจะไม่เริ่มด้วยการถามว่าในชีวิตมีองค์ประกอบอะไำร หากแต่เริ่มเสาะหาความรู้จากสิ่งที่้เกิดขึ้นจริงในขณะนั้นกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ซึ่งส่งผลให้ไปพบกับสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคิดที่ว่าชีวิตมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และเมื่อจะศึกษาเรื่องความทุกข์เอง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เริ่มจากการให้คำนิยามความทุกข์ที่ชัดเจน ในงานเขียนเชิงพระพุทธศาสนาหลายสำนักเองก็ดูมีความคลุมเครืออยู่มาก เพราะแม้แต่สิ่งที่อาจเข้าใจได้ว่าเป็นความสุข [...]