Monthly Archives: June 2009

ปัญหาประวัติศาสตร์ 3

เมื่อวานบังเอิญได้ไปอ่านบทความในประชาไทที่พาดพิงถึงเอกสารประกอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมที่ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เก่า โดยในเนื้อหาชี้แจงว่ามีข้อเท็จจริงที่ฉายภาพข้างเดียวในช่วงที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2005-ปัจจุบัน เหตุการณ์เหล่านั้นเช่น การสลายกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลา การสลายกลุ่มนปช.เมื่อวันที่ 13 เมษา เป็นต้น การฉายภาพข้างเดียวที่ถูกกล่าวอ้างเช่น การอธิบายว่าการสลายการชุมนุมตอนวันสงกรานต์เป็นการใช้กระสุนกระดาษทั้งที่ปรากฎวิดีโอในอินเตอร์เนตว่ามีการใช้กระสุนจริง การกล่าวถึงการปิดกั้นสื่อในช่วงนายกทักษิณ โดยไม่กล่าวถึงการปิดกั้นสื่อในช่วงนายกอภิสิทธิ์ เป็นต้น หลังจากกวาดสายตาอ่านบทความดังกล่าวแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าต้องการเขียนถึงบทบาทของการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในภาพรวม ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ในฐานะของวิชาที่ชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ใดๆ ในบทความที่ประชาไทที่นำเสนอว่า ตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ควรบรรจุผลการชันสูตรศพของผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตลงไปในเนื้อหาด้วยเพื่อความบริสุทธิ์ใจนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ควรละเลยที่จะบรรจุผลการชันสูตรศพของพระศรีสุริโยทัย พระนเรศวรมหาราช ฯลฯ ด้วย ซึ่งแต่ละเคสก็มีข้อถกเถียงมากมายว่าการสวรรณคตนั้นเป็นไปตามพงศาวดารจริงหรือไม่ นอกจากนี้ถ้าย้อนไปในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ก็จะพบความไม่ยุติ หรือไม่ลงรอยในข้อเท็จจริง เช่นตำนานของพระเจ้าอู่ทองที่ว่ากันว่ามี 5 เวอร์ชั่นให้เลือกสรรค์ ตั้งแต่เรื่องที่ว่าเป็นลูกคนจีน จนกระทั่งเกิดมาจากพระอาทิตย์สรวงสวรรค์ และที่ดูจะถกเถียงกันมาก และที่ต้องการข้อพิสูจน์หลักฐานอย่างเร่งด่วนเพื่อความบริสุทธิ์ใจ คือการกำเนิดของอักษรไทยและอารยธรรมไทย ว่าเริ่มต้นที่การค้าเสรี WTO ในน้ำมีปลาในนามีข้าวจริงหรือไม่ เห็นได้ว่าถ้าวิชาประวัติศาสตร์มุ่งไปที่การชี้แจงข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดก็ต้องลงเอยด้วยการต้องมีหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจมาประกอบทั้งสิ้น ส่วนผู้เรียนเองเมื่อเห็นหลักฐานที่แสดงความบริสุทธิ์ใจนั้นแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยึดถือข้อเท็จจริงนั้นเป็นสรณะ จนกว่าจะมีคนแสดงหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจอีกอย่างหนึ่งที่น่าเชื่อถือกว่า เช่นนี้จะเห็นได้ว่าผู้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ตกอยู่ในสภาพเหมือนเด็กอมมือ ที่ต้องมองพ่อแม่ตบตีกันเรื่องการค้นหาหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจ ใครกระทืบอีกฝ่ายได้สำเร็จก็มีโอกาสไปยัดข้อเท็จจริงใส่ปากเด็ก นี่ไม่น่าจะเป็นบทบาทของวิชาประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าในองค์ความรู้ของวิชาประวัติศาสตร์ประกอบด้วย 3 ประการคือ (1) เทคนิกการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (2) [...]

รื้อสร้างมิวสิกวิดีโอเพลงรักแท้ยังไง – น้ำชา 2

ชอตแรกปรากฎรองเท้าสีเหลืองของน้ำชากำลังเดินอยู่ ซึ่งต่อมาก็ตัดต่อมาที่าพ full shot ที่เผยายหลังว่าน้ำชากำลังเดินหน้าแผงขายผลิตัณฑ์นมโค ที่เต็มไปด้วยผู้หญิงที่กำลังซื้อสินค้า ชอตต่อมาส่งไปที่าพ medium shot ของผู้ชายชุดดำที่ยืนหน้าร้านขายผลิตัณฑ์เนื้อ ชอตต่อมาทำหน้าที่เชื่อมโลกของชั้นขายนมและเนื้อเข้าด้วยกัน โดยให้ผู้ชายคนหนึ่งทะลุมาเต้นข้างน้ำชา และเปิดเผยผู้ชายชุดดำทางด้านหลัง ที่ชัดเจนว่ากำลังมองน้าชาเดินเล่นอยู่ ก่อนจะปิดซีเควนซ์ด้วยการที่น้ำชาวิ่งไปแย่งไมค์จากมาสคอทรูปหมีเพื่อร้องเพลงรักแท้ยังไง ซึ่งเริ่มที่เนื้อร้อง “รักเอย…” กระบวนาพเคลื่อนไหวในช่วง intro ของเพลง ค่อนข้างวางกรอบกระบวนทัศน์เกี่ยวกับความรักที่กำลังจะถูกพูดถึงในมิวสิกวิดีโอนี้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นคืิอการมองความรักเปรียบเสมือนสินค้าที่เลือกหาในซุปเปอร์มาร์เกต โดยต่างฝ่ายต่างแลกของที่น่าพึงพอใจในตลาดแห่งนี้โดยฝ่ายหญิงขายผลิตัณฑ์นมโค ฝ่ายชายขายผลิตัณฑ์เนื้อสัตว์ ส่วนการเข้ามาแย่งไมโครโฟนจากมาสคอทรูปหมีก็มีนัยยะที่บ่งบอกถึงการเอาเรื่องความรักออกจากมายาคติของความหวานแหววอ่อนโยนห่วงใย แล้วหันมาเพ่งพิจารณาอย่างจริงจังถึงบทบาทความรักในฐานะของการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดที่ต่างฝ่ายต่างต้องการสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามมีแทน ชอตต่อมาตัดเข้าสู่แผนกขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีผู้ชายเฝ้าดูแลอยู่ และต่อมาก็ปรากฎว่าาพของน้ำชาที่กำลังร้องเพลงก็ปรากฎบนหน้าจอของโทรทัศน์ทุกเครื่อง และตัดไปตัดมาระหว่างาพน้ำชาร้องเพลงที่หน้าชั้น reception กับในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนจะเข้ามาสู่ฉากท่อนฮุคที่ร้องว่า รักแท้นั้นคืออะไร ตับ ไต ไส้ พุง หรือรักกางเกงที่นุ่ง ก็ดูสวยดี… ซึ่งเป็นการเต้นระหว่างชั้นขายนม และชั้นขายอาหารแช่แข็ง ด้านหลังมีแดนเซอร์ที่แต่งตัวเป็นพนักงานเต้นไปมา ฉากแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถตีความได้ว่าน้ำชาเป็นคนมีเสน่ห์มีพลังไฟฟ้าดึงดูด ซึ่งหากอธิบายเช่นนี้ก็สามารถทำให้ประเด็นที่ว่าทำไมอยู่ดีๆ น้ำชาถึงไปปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ได้ นั่นคือ มีจิตไฟฟ้าควบคุมพลังงานแม่เหล็กได้เหมือนผีในหนังเรื่อง The Ring แต่หากมองฉากนี้ใหม่จะพบว่าน่าจะเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าได้เช่นกัน ซึ่งในที่นี้ผู้ชายขายสินค้าประเทเทคโนโลยีไฟฟ้า ส่วนาพของน้ำชาซึ่งเป็น close-up shot [...]

จริยศาสตร์การแก้แค้น 3

การแก้แค้นด้วยความรุนแรงชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่? ข้อมูลเบื้องต้นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้คือ มนุษย์มีธรรมชาติคือสามารถคิดแค้นได้ และมีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะใช้ความรุนแรงตอบโต้สิ่งที่ทำให้ตนไม่ชอบใจ ข้อนี้มีสิ่งสนับสนุนคือพฤติกรรมการชมละคร หรือาพยนตร์ ที่หากตัวเอกสามารถแก้แค้นตัวร้ายได้สำเร็จตอนท้ายเรื่อง ผู้ชมย่อมเกิดความพึงใจมากกว่าจะนั่งชมความสำเร็จของตัวร้ายที่ไม่ได้รับผลร้ายตอบแทนให้สาสมกับความชั่วของตนเอง าพยนตร์เกี่ยวกับเด็กเรื่องหนึ่งทดลองเรื่องนี้โดยกำหนดให้ตอนจบของเรื่องเป็นว่า เด็กที่รังแกตัวเอกอยู่บ่อยๆ ถูกแวมไพร์ที่เป็นเพื่อนกับตัวเอกกัด ฉีกแขนฉีกคอตายจมกองเลือด ซึ่งทำให้ผู้ชมหลายคนมาให้ความเห็นว่าเป็นการจบที่ “อิ่มใจ” ทั้งที่หากพิจารณาดูแล้ว สัดส่วนของเคราะห์กรรมที่ตัวร้ายได้รับ ค่อนข้างท่วมท้นเคราะห์กรรมของตัวเอกเอง เพียงแต่มีข้อเท็จจริงเช่นว่า ก็ยังไม่ทำให้การแก้แค้นชอบด้วยจริยธรรมไปได้ เพราะหากพิจารณาโมเดลการแก้แค้นตามระบบสัญชาตญาณแล้วจะพบว่าเปิดโอกาสให้มีความรุนแรงส่วนเกินขึ้นทุกๆ ครั้งที่มีการแก้แค้น ความรุนแรงส่วนเกินเหล่านี้จะถูกนับเป็นการก่อทุรกรรมครั้งใหม่ ที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับอีกฝ่ายในการแก้แค้กลับได้ ตัวอย่างเช่น สมมุติให้โมเดลการแก้แค้นแบบธรรมชาติมีความชอบธรรม A หยิกหู B B แก้แค้นโดยตบหน้า และชกจมูก A ความรุนแรงส่วนที่เกินมาจากการหยิกหู จะถูกนับเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ที่โผล่ขึ้นมา A จึงมีความชอบธรรมที่จะแก้แค้นกลับสำหรับการกระทำส่วนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น เอามีดแทงท้อง ผลักตกตึก เป็นต้น จึงเห็นว่าโมเดลนี้ไม่ทำให้เกิดสังคมอารยะ (ต้องตกลงเบื้องต้นว่าสังคมอารยะเป็นจุดมุ่งหมายของการแก้ไขปัญหานี้ เพราะถ้าเราไม่สนใจเรื่องสังคมอารยะแล้ว จะไม่มีคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของการแก้แค้นมาตั้งแต่ต้น) ถ้าข้อเสนอข้างต้นมีปัญหา เราลองเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ว่าถ้าเป็นการแก้แค้นที่สมกันกับกรรมชั่วของอีกฝ่าย เช่นนี้จะใช้ได้หรือไม่ การแก้แค้นแบบนี้จะไม่มีความรุนแรนส่วนล้ำ และจะไม่มีปัญหาเรื่องการแก้แค้นกลับไปมาไม่รู้จบใช่หรือไม่ เช่น หากถูกชกจมูก ต้องแก้แค้นกลับด้วยการชกจมูก เป็นต้น ข้อคำนึงเบื้องต้นคือ [...]