<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สวน.ความคิด</title>
	<atom:link href="http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.a-random.net/wordpress</link>
	<description>ตรรกะ ,ความใคร่ครวญ และวิจารณญาณ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 31 Aug 2010 11:25:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ข้อความชั่วอึดใจว่าด้วยการบุกรุกของอนารยชน: ใครบุกรุกใคร?</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=677</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=677#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Aug 2010 11:25:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Film]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=677</guid>
		<description><![CDATA[แม้คำว่าบุกรุกจะแสดงภาพการทำลายล้าง แต่การบุกรุกในหนังเรื่องนี้คือภาพที่แม้จะดูขัดแย้งในตอนต้น แต่ผู้ถูกบุกรุกและผู้บุกรุก ก็ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกันเมื่อเรื่องดำเนินต่อไปจนจบ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/barbarian_invasions0.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-682" title="barbarian invasions" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/barbarian_invasions0-300x155.jpg" alt="" width="300" height="155" /></a>ขอใช้เวลาสั้นมากๆ เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านเขาดูกันไปหมดแล้ว แต่ข้าพเจ้าเพิ่งมีโอกาสดูนั่นคือ <strong>The Barbarian Invasions</strong></p>
<p>ชื่อของหนังแปลเป็นไทยว่าการบุกรุกของอนารยชน แต่มันไม่ใช่หนังสงครามล้างผลาญ แต่หากเป็นหนังดราม่าบอกเล่าชีวิตบั้นปลายของเรมี่ อาจารย์รัฐศาสตร์ชาวแคนาดา เป็นห้วงเวลาที่เซบาสเตียนหนุ่มไฟแนนซ์ ลูกของเขา พยายามใช้เงินและเส้นสายทั้งหมดเพื่อช่วยยื้อชีวิตของพ่อ</p>
<p>แม้จังหวะการตัดต่อ การเลือกเล่าเรื่องราวบางช่วงจะไม่เหมาะสมในความเห็นข้าพเจ้า แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนังที่เปิดโอกาสทางการตีความได้หลากหลาย เพราะหนังเลือกดึงประเด็นการเมือง สังคม ปรัชญาเข้ามา โดยปล่อยให้ผู้ชมคิดต่อเองว่าประเด็นเหล่านั้น เกี่ยวข้องอย่างไรกับโครงเรื่องหลัก</p>
<p>ใครคืออนารยชน ใครคือผู้ถูกบุกรุก เราลองกางหนังเรื่องนี้ออกมา แล้วหาโครงสร้างร่วมกัน</p>
<p>Footage เหตุการณ์ 911 ในหนังบ่งชี้ถึงการบุกรุกของชาวตะวันออกกลาง เข้ามายังอเมริกา ภาพของย่านยาเสพติดในแคนาดายังบอกเล่าการบุกรุกของชาวต่างชาติที่เข้ามาลักลอบละเมิดกฎหมายของแคนาดา นี่คือภาพใหญ่ที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับโครงเรื่องหลัก</p>
<p>แต่ในโครงเรื่องหลักก็มีภาพของการบุกรุกซึ่งกันและกันอยู่อย่างต่อเนื่อง เซบาสเตียนซึ่งเป็นตัวแทนของโลกทุนนิยม ได้บุกเข้ามาทำลายระเบียบของโลกรัฐสวัสดิการของแคนาดาด้วยการใช้เงินเพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง เช่น ให้พ่อมีห้องเดี่ยวส่วนตัว มีรถขนผู้ป่วยหรูหรา ตรวจสุขภาพแบบพิเศษ ตลอดจนจ้างคนไปเยี่ยม  ทุนนิยมแบบอเมริกันคือ &#8220;อนารยะ&#8221; ในสายตาของโลกยุโรปเสมอๆ ขนาดชอง บอดริยาร์ด นักสังคมศาสตร์ฝรั่งเศษ ถึงกับกล่าวว่าสังคมอเมริกันคือสังคมโบราณ (primitive society) สุดท้ายของโลก  เรมี่ก็เหมือนอนารยชนในแง่ว่าเป็นนักอุดมคติสุดขั้ว และไม่ยึดติดกับระเบียบทางสังคมใดๆ สร้างความลำบากในการรักษา นอกจากนี้ เด็กติดยาที่มาช่วยดูแลเรมี่แล้วเปิดประเด็นปัญหาใหม่ของครอบครัวชาวแคนาดา ก็เหมือนการบุกรุกของอนารยชนเข้าไปยังสังคมอุดมคติเช่นกัน</p>
<p>แม้คำว่าบุกรุก จะแสดงภาพการทำลายล้าง แต่การบุกรุกในหนังเรื่องนี้คือภาพที่แม้จะดูขัดแย้งในตอนต้น แต่ผู้ถูกบุกรุกและผู้บุกรุก ก็ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกันเมื่อเรื่องดำเนินต่อไปจนจบ เรมี่ได้รับประโยชน์จากแนวคิดทุนนิยมที่เซบาสเตียนนำมาปฎิบัติ เด็กติดยาก็ชวนให้เซบาสเตียนคิดคำนึงถึงอิทธิพลที่พ่อมีกับตัวเขาตั้งแต่วัยเด็ก</p>
<p>Barbarian Invasions จึงเป็นหนังสงครามที่คูณด้วย -1</p>
<p>มันชวนให้เรามอง &#8220;ความเป็นอื่น&#8221; ด้วยสายตาที่เป็นธรรม ให้เห็นถึงผลกระทบ อิทธิพลที่ต่างก็ส่งถึงระหว่างกันกับตัวเราเองอย่างต่อเนื่อง และชวนให้พิจารณาความสำคัญของการรักษาดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=677</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศิลปินในฐานะ &#8216;อาชีพประจำ&#8217;?</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=674</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=674#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Aug 2010 02:26:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facts/Ideas]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=674</guid>
		<description><![CDATA[ข้าพเจ้าให้คำตอบแบบเด็ดขาดไม่ได้ว่า "เราสามารถยึดอาชีพศิลปินละครเวทีเป็นอาชีพประจำได้หรือไม่?" เพราะมันขึ้นกับว่าคนทำอาชีพนั้นมีความคาดหวังในชีวิตอย่างไร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/NJPAC_300.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-675" title="auditorium" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/NJPAC_300-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a>ใน Theater Blog ของหนังสือพิมพ์ Guardian กำลังคึกคักกับคำถามที่ว่าเราสามารถยึดงานศิลปินละครเวที เป็นอาชีพประจำได้หรือไม่ <strong>[<a href="http://www.guardian.co.uk/stage/theatreblog/2010/aug/26/noises-off-theatre-love-money" target="_blank">ลิงค์</a>]</strong></p>
<p>อยากช่วยเพิ่มความคึกคักอีกแรงหนึ่ง</p>
<p>ก่อนอื่นขอจำกัดความให้ชัดเจนก่อนว่า ไอ้ &#8216;อาชีพประจำ&#8217; นั้นโดยทั่วไปต้องมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ในระดับที่สามารถสร้างชีวิตของตัวเองตามฐานานุรูปได้ ถ้าได้ค่าตอบแทนเป็นครั้งคราวแต่กลับไม่พอใช้แม้แต่เพื่อสนองปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ก็จะเรียกว่าเป็นอาชีพประจำไม่ได้</p>
<p>แค่เริ่มจำกัดความ &#8216;อาชีพประจำ&#8217; ก็เริ่มมีปัญหาเสียแล้ว เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าตอบแทนนั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม? มันขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนประกอบอาชีพนั้นว่าอยากจะมีชีวิตแบบใด คนที่อยากมีรถ 4 คัน บ้านคฤหาสน์ 2 หลัง (ไว้อยู่ 1 หลัง ไว้ตากอากาศอีก 1) จอทีวี 60 นิ้ว 3 จอ บุฟเฟ่ต์โอเรียลเต็ลทุกเที่ยง แบบนี้ แม้แต่งานราชการทั่วไป ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาชีพประจำ</p>
<p>ดังนั้น เราจะตอบคำถามข้างบนโดยดูแต่ตัวอาชีพและค่าตอบแทนไม่ได้ ต้องสนใจคนที่เข้ามาประกอบอาชีพนั้นด้วย ว่ามีความคาดหวังอย่างไร</p>
<p>สมมุติว่าอาชีพศิลปินละครเวที ไม่ได้ให้ค่าตอบแทนในระดับที่สนองความคาดหวังในชีวิตของคนบางคน ก็มีความเป็นไปได้ 2 ทางคือ</p>
<p><strong>1. ยังไม่ได้ทำอาชีพนั้นเต็มที่เพียงพอ</strong></p>
<p>ความรักในการงานเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอสำหรับความสำเร็จ  หากงานใดใช้เวลาทำงาน 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วได้อัตราตอบแทนเพียงน้อยนิด บางครั้งก็ต้องเข้าใจว่ามันอาจสมเหตุสมผลแล้ว และบางครั้งก็ต้องมองว่าเป็นโชคดีด้วยซ้ำไป เพราะประเทศนี้ยังมีหลายคนต้องทำงานเต็มสัปดาห์เพื่อค่าตอบแทนในระดับเดียวกับศิลปินที่ทำงาน 3 วันต่อสัปดาห์  ถ้าต้องการค่าตอบแทนที่มากขึ้น วิชาเศรษฐศาสตร์จะแนะนำว่าให้เพิ่มผลิตผลที่ตรงใจผู้ซื้อให้มากขึ้น แปลเป็นการกระทำง่ายๆ คือเพิ่มความตั้งใจ และขยันมากขึ้น เช่น หาทางเพิ่มเวลาทำงานจาก 3 วันเป็น 5-7 วัน ต่อสัปดาห์ เป็นต้น</p>
<p>แต่ถ้าเพิ่มความตั้งใจแล้ว ยังพบว่าค่าตอบแทนไม่เพียงพอกับการคาดหวัง ความเป็นไปได้อีกทาง คือ</p>
<p><strong>2. อาชีพนั้นไม่อาจตอบสนองความต้องการของชีวิตได้</strong></p>
<p>ไม่ใช่ทุกอาชีพที่หากเลือกทำแล้ว จะมีรถหรู บ้านตากอากาศ บ้านกลางดวงจันทร์ เครื่องบินส่วนตัว เพราะมูลค่าของทุกสิ่ง ผันแปรไปตามสถานที่ วัฒนธรรม ช่วงเวลา</p>
<p>งานศิลปะอาจมีมูลค่ามากที่เมืองของคนมีอันจะกินอย่างฝรั่งเศส แต่อาจไร้มูลค่าในประเทศที่ต้องหาเงินทุนจากการเป็นโจรสลัดอย่างโซมาเลีย หรือนักบอลในพรีเมียร์ลีกไทย ก็อาจมีมูลค่าต่อเดือนมากกว่าอาจารย์ที่จุฬาก็ได้ ทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของใคร เป็นธรรมชาติของสถานที่และยุคสมัย</p>
<p>หากศิลปินละครเวทีต้องพบภายหลังว่าไม่มีรถหรู บ้านพักตากอากาศสมความตั้งใจ ทั้งที่ทำงานเต็มเวลาแล้ว นี่คือปัญหาที่เกิดจากอาชีพโดยตรง ทางแก้ไขมี 2 ทางคือทำอาชีพ &#8216;หลัก&#8217; อย่างอื่น เช่น ไปเป็นดาราละครหลังข่าว หรือพิธีกร ไม่เช่นนั้น ก็ลดความคาดหวังลง</p>
<p>ข้าพเจ้าให้คำตอบแบบเด็ดขาดไม่ได้ว่า &#8220;เราสามารถยึดอาชีพศิลปินละครเวทีเป็นอาชีพประจำได้หรือไม่?&#8221; เพราะมันขึ้นกับว่าคนทำอาชีพนั้นมีความคาดหวังในชีวิตอย่างไร และค่าตอบแทนจากอาชีพนี้จะตอบสนองความคาดหวังได้หรือไม่ ถ้าตอบว่า &#8216;ไม่ได้&#8217; ความผิดก็อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวอาชีพ แต่อาจอยู่ที่ตัวคนที่ยังใช้ความตั้งใจไม่เพียงพอก็ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=674</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทความ 120 ตัวอักษร</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=671</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=671#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Aug 2010 00:22:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facts/Ideas]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=671</guid>
		<description><![CDATA[1. ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะผู้เขียน ไม่สนใจที่จะสื่อความด้วยการใช้ข้อความยาวมากเกินไป และในฐานะผู้อ่าน ก็ไม่อยากอ่านอะไรยาวๆ 2. ข้อดีสำหรับฝั่งผู้เขียนคือ สามารถสื่อความได้หลากหลายเรื่องราวมากขึ้น โดยไม่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลมากนัก กล่าวคือ เจออะไร ก็โพสมันไปอย่างนั้น 3. แต่มันทำให้ผู้อ่านไม่ได้รับประโยชน์มากนัก และในฝั่งผู้เขียนเอง ก็ไม่ได้พัฒนาทักษะการสื่อความที่ถ่ายทอดความซับซ้อนของเรื่องราว 4. นิทเช่เป็นนักปรัชญาที่สนใจการเล่าเนื้อความให้กระชับ 1 บรรทัดของเขาคือ 10 บรรทัดของคนทั่วไป แต่น้อยครั้งที่ข้าพเจ้าจะได้ฝึกเช่นนั้นในทวิต 5. เวลาส่วนใหญ่ เสียไปกับการแปะเนื้อหาจากเวบอื่น พร้อม comment ที่สั้น และจืดชืดไร้เนื้อหา หากกล่าวว่าการเขียนทำให้ความคิดตกตะกอนแล้ว&#8230; 6. &#8230;การเขียนผ่าน facebook และทวิตเตอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ตะกอนความคิดหยุดหมุนไปตามน้ำเลยแม้แต่น้อย เราจำเป็นต้องทบทวนการสื่อความผ่านสื่อต่างๆ 7. รู้จักข้อจำกัด และข้อดีของแต่ละสื่อ สำหรับข้าพเจ้าทวิตเตอร์กับ facebook เหมือนกล้องคอมแพคที่พกพาไปได้ทุกที่ และ blog คือกล้อง dslr ที่&#8230; 8. &#8230;มีความละเอียด ต้องใช้ความประณีต ภาพจากกล้อง compact [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1. ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะผู้เขียน ไม่สนใจที่จะสื่อความด้วยการใช้ข้อความยาวมากเกินไป และในฐานะผู้อ่าน ก็ไม่อยากอ่านอะไรยาวๆ</p>
<p>2. ข้อดีสำหรับฝั่งผู้เขียนคือ สามารถสื่อความได้หลากหลายเรื่องราวมากขึ้น โดยไม่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลมากนัก กล่าวคือ เจออะไร ก็โพสมันไปอย่างนั้น</p>
<p>3. แต่มันทำให้ผู้อ่านไม่ได้รับประโยชน์มากนัก และในฝั่งผู้เขียนเอง ก็ไม่ได้พัฒนาทักษะการสื่อความที่ถ่ายทอดความซับซ้อนของเรื่องราว</p>
<p>4. นิทเช่เป็นนักปรัชญาที่สนใจการเล่าเนื้อความให้กระชับ 1 บรรทัดของเขาคือ 10 บรรทัดของคนทั่วไป แต่น้อยครั้งที่ข้าพเจ้าจะได้ฝึกเช่นนั้นในทวิต</p>
<p>5. เวลาส่วนใหญ่ เสียไปกับการแปะเนื้อหาจากเวบอื่น พร้อม comment ที่สั้น และจืดชืดไร้เนื้อหา หากกล่าวว่าการเขียนทำให้ความคิดตกตะกอนแล้ว&#8230;</p>
<p>6. &#8230;การเขียนผ่าน facebook และทวิตเตอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ตะกอนความคิดหยุดหมุนไปตามน้ำเลยแม้แต่น้อย เราจำเป็นต้องทบทวนการสื่อความผ่านสื่อต่างๆ</p>
<p>7. รู้จักข้อจำกัด และข้อดีของแต่ละสื่อ สำหรับข้าพเจ้าทวิตเตอร์กับ facebook เหมือนกล้องคอมแพคที่พกพาไปได้ทุกที่ และ blog คือกล้อง dslr ที่&#8230;</p>
<p>8. &#8230;มีความละเอียด ต้องใช้ความประณีต ภาพจากกล้อง compact จะปลุกความอยากรู้ในระยะสั้น ภาพจากกล้อง dslr จะสยบความสงสัย และเปิดประเด็นระยะยาว</p>
<p>9. หากให้ความสำคัญแต่ twitter และ facebook ผู้อ่านจะได้แต่ความฉาบฉวย และความสงสัยที่ไม่มีวันจบ แต่ถ้าให้ความสำคัญแต่ blog เราจะพลาดโอกาส&#8230;</p>
<p>10. &#8230;ที่จะเปิดแนวหน้าการสำรวจความคิดให้กว้างขวางขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นักเขียนยุคปัจจุบันต้องหาจุดสมดุลระหว่างสองสื่อ</p>
<p>11. ขอต้อนรับสู่ปีที่ 4 ของ Idea Warroom ที่เปลี่ยนชื่อเป็น &#8220;สวน.ความคิด&#8221; เพื่อแก้ปัญหาสระลอยของฟ้อนต์ <img src='http://www.a-random.net/wordpress/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ป.ล. ช่วงนี้หน้าตาเวบจะไม่เข้าที่ ขอเวลาช่วงหนึ่งเพื่อปรับปรุง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=671</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวบอยู่ในระหว่างปรับปรุงหน้าตา</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=665</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=665#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 03:06:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=665</guid>
		<description><![CDATA[กำลังปรับปรุงหน้าตาให้ถูกใจ Jakob Nielsen]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กำลังปรับปรุงหน้าตาให้ถูกใจ Jakob Nielsen</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=665</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลัทธิสมัยใหม่ในบ้านของ Le Corbusier</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=657</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=657#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Aug 2010 14:48:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Aesthetics]]></category>
		<category><![CDATA[Books]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=657</guid>
		<description><![CDATA[หากจะหาจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยใหม่ นอกจากจะหาในหนังสือปรัชญา วรรณกรรม หนัง ภาพถ่าย แล้ว เราจะหาได้ในรูปแบบของอาคาร ที่ออกแบบในช่วงนั้น บ้านที่ดีในความคิดก่อนสมัยใหม่ คือบ้านขนาดใหญ่ ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา รูปปั้น และสรรพสิ่งที่นำมาโปะบนกำแพง บนเสา บนหน้าต่างได้ ต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่านำไปใช้ทำอะไรนอกจากไว้สร้างความอลังการให้ผู้มาเยือน มีสิ่งก่อสร้างประเภทวัดๆ วังๆ ทั่วโลกเป็นตัวอย่างสำคัญ แต่บ้านสมัยใหม่ต้องเจอกับข้อท้าทาย  ที่ดินราคาแพง เช่นเดียวกับราคาวัสดุก่อสร้าง  ประชากรอยู่กันหนาแน่นยิ่งขึ้น  เราไม่สามารถสร้างบ้านขนาดใหญ่ ใช้ที่เปลือง ตกแต่งฟุ่มเฟือยได้อีกต่อไป นอกจากสร้างไว้เป็นฉากในละครหลังข่าว Le Corbusier เป็นสถาปนิกที่มีพรสวรรค์ในศิลปะสูง แต่มันไม่น่าทึ่งเท่าความจริงที่ว่าเขาคือสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ล้ำหน้า บ้านที่ดีของเขาคือบ้านที่มีเสาลอยยกอาคารทั้งหลังขึ้นมาจากพื้น เปิดให้พื้นที่ภายนอกไหลเชื่อมเข้ามาด้านใน เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและเพิ่มการสัมผัสกับธรรมชาติสำหรับคนเมือง เอาหลังคาสามเหลี่ยมแบบเดิมๆ ออกไป เหลือไว้แต่ดาดฟ้าเรียบๆ เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มพื้นที่สวนด้านบนเข้าไปอีก ฉีกกำแพงบ้านเดิมๆ ออกไป โปะด้วยกำแพงเรียบๆ ฉลุด้วยกระจกและช่องว่าง เหลี่ยมมุมของบ้านเกิดขึ้นเพราะเหลี่ยมมุมของห้องหับภายใน ไม่มีส่วนใดของอาคารภายนอกที่สร้างไว้เพื่อ &#8216;อวด&#8217;  บ้านรูปทรงแบบนี้ตอบทั้งคำถามทางเศรษฐศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ในเวลาเดียวกัน ตอบคำถามทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นแบบบ้านราคาประหยัด ทำซ้ำเหมือนสินค้าจากโรงงานได้ ใช้วัสดุราคาถูกอย่างคอนกรีต ผลิต (สร้าง) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_658" class="wp-caption alignnone" style="width: 490px"><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/VillaSavoye.jpg"><img class="size-full wp-image-658" title="Villa Savoye" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/VillaSavoye.jpg" alt="" width="480" height="340" /></a><p class="wp-caption-text">วิลล่าซาวอย บ้าน &#39;สมัยใหม่&#39;</p></div>
<p>หากจะหาจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยใหม่ นอกจากจะหาในหนังสือปรัชญา วรรณกรรม หนัง ภาพถ่าย แล้ว เราจะหาได้ในรูปแบบของอาคาร ที่ออกแบบในช่วงนั้น</p>
<p>บ้านที่ดีในความคิดก่อนสมัยใหม่ คือบ้านขนาดใหญ่ ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา รูปปั้น และสรรพสิ่งที่นำมาโปะบนกำแพง บนเสา บนหน้าต่างได้ ต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่านำไปใช้ทำอะไรนอกจากไว้สร้างความอลังการให้ผู้มาเยือน มีสิ่งก่อสร้างประเภทวัดๆ วังๆ ทั่วโลกเป็นตัวอย่างสำคัญ แต่บ้านสมัยใหม่ต้องเจอกับข้อท้าทาย  ที่ดินราคาแพง เช่นเดียวกับราคาวัสดุก่อสร้าง  ประชากรอยู่กันหนาแน่นยิ่งขึ้น  เราไม่สามารถสร้างบ้านขนาดใหญ่ ใช้ที่เปลือง ตกแต่งฟุ่มเฟือยได้อีกต่อไป นอกจากสร้างไว้เป็นฉากในละครหลังข่าว</p>
<p>Le Corbusier เป็นสถาปนิกที่มีพรสวรรค์ในศิลปะสูง แต่มันไม่น่าทึ่งเท่าความจริงที่ว่าเขาคือสถาปนิกที่มีวิสัยทัศน์ล้ำหน้า บ้านที่ดีของเขาคือบ้านที่มีเสาลอยยกอาคารทั้งหลังขึ้นมาจากพื้น เปิดให้พื้นที่ภายนอกไหลเชื่อมเข้ามาด้านใน เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและเพิ่มการสัมผัสกับธรรมชาติสำหรับคนเมือง เอาหลังคาสามเหลี่ยมแบบเดิมๆ ออกไป เหลือไว้แต่ดาดฟ้าเรียบๆ เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มพื้นที่สวนด้านบนเข้าไปอีก ฉีกกำแพงบ้านเดิมๆ ออกไป โปะด้วยกำแพงเรียบๆ ฉลุด้วยกระจกและช่องว่าง เหลี่ยมมุมของบ้านเกิดขึ้นเพราะเหลี่ยมมุมของห้องหับภายใน ไม่มีส่วนใดของอาคารภายนอกที่สร้างไว้เพื่อ &#8216;อวด&#8217;  บ้านรูปทรงแบบนี้ตอบทั้งคำถามทางเศรษฐศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์ในเวลาเดียวกัน</p>
<p>ตอบคำถามทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นแบบบ้านราคาประหยัด ทำซ้ำเหมือนสินค้าจากโรงงานได้ ใช้วัสดุราคาถูกอย่างคอนกรีต ผลิต (สร้าง) ได้รวดเร็ว ตอบสนองการใช้งานที่ครบถ้วน มีประสิทธิภาพตามสมควร</p>
<p>ตอบคำถามทางสุนทรียศาสตร์ เพราะแสดงออกซึ่งความเรียบเฉียบ ให้ความสำคัญแก่คุณภาพชีวิตมากกว่าความฟุ่มเฟือยที่มากับของตกแต่งแสนรุงรัง เป็นสุนทรียภาพที่คนสมัยใหม่มองหา</p>
<p>บ้านของ Le Corbusier ต้องเป็นเครื่องจักรสำหรับใช้อาศัยอย่างเที่ยงตรง ซื่อสัตย์ เหมือนที่รถเป็นเครื่องจักรสำหรับการใช้ขนส่ง เดินทาง</p>
<p>คำว่า &#8216;เครื่องจักร&#8217; และ &#8216;สำหรับใช้&#8230;&#8217; ที่บ่งบอกถึงหน้าที่ (function) ของชิ้นงาน  2 คำนี้เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจการออกแบบ และจิตวิญญาณในยุคสมัยใหม่ได้ทั้งหมด</p>
<p>แม้แต่งานออกแบบของเขาก็ยังถูกควบคุมด้วยระบบสัดส่วนชุดหนึ่ง ที่พัฒนาจากแนวคิดสัดส่วนทองคำ ผสมผสานกับสัดส่วนสรีระเฉลี่ยของผู้ชายชาวอังกฤษ เรียกว่าระบบ Le Modulor  ระบบนี้ช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับความกว้าง-ยาว-ลึกของส่วนประกอบต่างๆ ในอาคารที่เขาออกแบบ ซึ่งมีความละเอียดถึงขั้นจุดทศนิยม</p>
<p>หากมองจากสายตาสตรีนิยม นี่คือการประกาศโดยปริยายว่าสัดส่วนของผู้หญิงไม่มีความกลมกลืน อาคารที่ใช้ระบบ Le Modulor จึงแปลกแยกและเป็นปฎิปักษ์ต่อสรีระผู้หญิง แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า Le Corbusier เป็นนักเปิดประเด็นใหม่ในวงการสถาปัตยกรรม</p>
<p>วันนี้ จิตวิญญาณของสังคมเปลี่ยนไป อาคารเรียบแข็งถูกแทนด้วยอาคารที่มีรูปทรงอิสระ ปะติดปะต่อหลายสไตล์เข้าด้วยกัน พื้นที่ใช้สอยซับซ้อนพิศวงงงงวย เราเรียกรวมๆ ว่ายุคโพสต์โมเดิร์นในสถาปัตยกรรม แต่กลิ่นอายและแนวคิดจากยุคสมัยใหม่ ยังหลอกหลอน อบอวล ล่องลอยอยู่จริงในโลก</p>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/1212741984.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-659" title="1212741984" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/1212741984.jpg" alt="" width="235" height="310" /></a></p>
<p>ส่วนรายละเอียดเบื้องลึกเกี่ยวกับชีวิต และผลงานแต่ละชิ้นของ Le Corbusier ข้าพเจ้าไม่สามารถเขียนถึงได้ ขอให้หน้าที่นั้นเป็นงานของนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม อย่างอาจารย์ชัยยศ อิษฏ์วรพันธุ์ ในหนังสือ &#8220;เลอ คอร์บูซิเยร์: สถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20&#8243; ที่อยู่ในเล่มสีเหลืองสดใส ภาพประกอบเยอะกว่าบลอกของข้าพเจ้าหลายเท่าตัว</p>
<p><strong>หมายเหตุ</strong> ว่าจะทำวิจารณ์หนังสือ กลายเป็นเขียนเกี่ยวกับ Le Corbusier เองซะนี่ <img src='http://www.a-random.net/wordpress/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=657</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Do Not Call list และสิทธิเสรีภาพการแสดงออก</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=653</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=653#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2010 20:07:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Ethics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=653</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2002 คณะกรรมการการค้ากลางของอเมริกา (FTC) ออกกฎหมายคุมการโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ กลไกของเขาก็ง่ายๆ สำหรับมือถือทุกชนิด ก็ห้ามโทรไปขายอะไรเด็ดขาด สำหรับโทรศัพท์บ้านจะทำได้ต่อเมื่อเบอร์นั้นไม่อยู่ใน &#8216;Do Not Call List&#8217; และเบอร์ต่างๆ จะไปอยู่ใน Do Not Call List ได้ก็ต่อเมื่อมีบริษัทโทรไปขายแล้ว คนรับสายตอบปฎิเสธและห้ามไม่ให้โทรมาอีก รายชื่อเบอร์โทรนี้จะเก็บไว้เป็นส่วนกลางของทั้งประเทศอเมริกา ปัจจุบัน DNC list มีทั้งหมด 200 ล้านกว่ารายการ 200 เบอร์บ้าน รวมกับเบอร์มือถือทั้งหมด แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กิจการขายของทางโทรศัพท์ต้องเหี่ยวเฉา นักธุรกิจในแวดวงนี้ต่อสู้อย่างไร ผู้เสนอขายสินค้าทางโทรศัพท์คนหนึ่งอภิปรายว่า กฎ DNC list ขัดขวางเสรีภาพในการแสดงออกอย่างชัดเจน เสรีภาพในการแสดงออกคือการให้ผู้คนมีสิทธิพูดอะไรก็ได้ แม้ว่าจะก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่นก็ตาม การห้ามพูดขายของผ่านทางโทรศัพท์ แม้ว่าเจ้าของโทรศัพท์จะรำคาญ ย่อมเป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพในการแสดงออกเห็นๆ เราจะปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ให้พ้นจากลีลาศรีธนญชัยของนักขายของท่านนี้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าเขากำลังสับสนระหว่างเนื้อหาการพูดกับวิธีการพูด สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นพูดถึงเนื้อหาการพูด ผู้พูดสามารถพูดข้อความที่มีเนื้อหา แฝงไปด้วยแนวคิดอย่างไรก็ได้ ส่วนใครจะแย้งว่าเนื้อหาบางเนื้อหาอาจจะไม่มีสิทธิพูดได้ ในบางกรณี  ก็ยังสามารถมาร่วมเวทีในหัวข้อนี้ได้ แต่สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้กล่าวถึง &#8216;วิธี&#8217; การแสดงออก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/lady-gaga-beyonce-telephone-music-video.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-654" title="lady-gaga-beyonce-telephone-music-video" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/08/lady-gaga-beyonce-telephone-music-video.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a></p>
<p>ปี 2002 คณะกรรมการการค้ากลางของอเมริกา (FTC) ออกกฎหมายคุมการโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์มือถือ</p>
<p>กลไกของเขาก็ง่ายๆ</p>
<p>สำหรับมือถือทุกชนิด ก็ห้ามโทรไปขายอะไรเด็ดขาด สำหรับโทรศัพท์บ้านจะทำได้ต่อเมื่อเบอร์นั้นไม่อยู่ใน &#8216;Do Not Call List&#8217; และเบอร์ต่างๆ จะไปอยู่ใน Do Not Call List ได้ก็ต่อเมื่อมีบริษัทโทรไปขายแล้ว คนรับสายตอบปฎิเสธและห้ามไม่ให้โทรมาอีก รายชื่อเบอร์โทรนี้จะเก็บไว้เป็นส่วนกลางของทั้งประเทศอเมริกา ปัจจุบัน DNC list มีทั้งหมด 200 ล้านกว่ารายการ</p>
<p>200 เบอร์บ้าน รวมกับเบอร์มือถือทั้งหมด แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้กิจการขายของทางโทรศัพท์ต้องเหี่ยวเฉา</p>
<p>นักธุรกิจในแวดวงนี้ต่อสู้อย่างไร ผู้เสนอขายสินค้าทางโทรศัพท์คนหนึ่งอภิปรายว่า <strong>กฎ DNC list ขัดขวางเสรีภาพในการแสดงออกอย่างชัดเจน </strong>เสรีภาพในการแสดงออกคือการให้ผู้คนมีสิทธิพูดอะไรก็ได้ แม้ว่าจะก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่นก็ตาม การห้ามพูดขายของผ่านทางโทรศัพท์ แม้ว่าเจ้าของโทรศัพท์จะรำคาญ ย่อมเป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพในการแสดงออกเห็นๆ</p>
<p>เราจะปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ให้พ้นจากลีลาศรีธนญชัยของนักขายของท่านนี้อย่างไร</p>
<p>เห็นได้ชัดว่าเขา<strong>กำลังสับสนระหว่างเนื้อหาการพูดกับวิธีการพูด</strong></p>
<p>สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นพูดถึงเนื้อหาการพูด ผู้พูดสามารถพูดข้อความที่มีเนื้อหา แฝงไปด้วยแนวคิดอย่างไรก็ได้ ส่วนใครจะแย้งว่าเนื้อหาบางเนื้อหาอาจจะไม่มีสิทธิพูดได้ ในบางกรณี  ก็ยังสามารถมาร่วมเวทีในหัวข้อนี้ได้</p>
<p>แต่สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้กล่าวถึง &#8216;วิธี&#8217; การแสดงออก และถ้าสังเกตจากประสบการณ์ การแสดงออกหลายวิธีก็เป็นเรื่องต้องห้ามทั้งตามมาตรฐานศีลธรรม และจริยธรรม เช่น การแสดงออกซึ่งเนื้อหาทางศาสนา ความเชื่อ ด้วยการปล่อยอาวุธชีวภาพสังหารหมู่ผู้คนในขนส่งมวลชน, การเขียนข้อความบนกำแพงบ้านผู้อื่น, เจาะระบบเวบผู้อื่นเพื่อเผยแพร่ข้อความปรัชญาที่ตนชื่นชอบ ฯลฯ</p>
<p>เนื้อหาของสิ่งที่เราพูดสามารถเป็นอย่างไรก็ได้ หรือแม้จะบอกว่าอาจมีหลายเรื่องที่พูดไม่ได้ ก็ยังเถียงกันได้ แต่เรื่องวิธีการแสดงออก ต้องยอมรับว่ามีบางวิธีที่ยอมรับไม่ได้</p>
<p>กฎเรื่อง DNC list ไม่ได้ห้ามใครขายของ ทุกกิจการยังสามารถป่าวประกาศคุณความดีงามของสินค้าตัวเองได้ตามเวบไซต์ หน้าหนังสือพิมพ์ ใน YouTube ใน Banner ในทุกหนทุกแห่ง แม้ว่าคนเล่นเวบอาจรำคาญ ก็ห้ามอะไรไม่ได้ (แต่ block เป็นการส่วนตัวได้)ถ้าบอกว่า DNC list ขัดขวางเสรีภาพการแสดงออก ก็ดูจะเกินไปหน่อย</p>
<p>วิธีขายของผ่านทางโทรศัพท์นอกจากทำให้คนรับสายอึดอัด รำคาญ เสียสมาธิแล้ว ในฝั่งคนจะขายเองก็เสียภาพลักษณ์สินค้าด้วย เพราะถ้าเป็นของดีของเด่นจริง คงไม่มีใครคะยั้นคะยอจะขายอย่างไม่ลดละ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>เกร็ดความรู้</strong></span></p>
<p>ในประเทศไทย บริการประเภทการลงทุน (รวมถึงประกันภัย) สามารถโทรชักชวนให้ลงทุนโดยไม่มีใครร้องขอได้ กลต. เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า &#8216;Cold Calling&#8217;</p>
<p>แต่ถ้าเบอร์ไหนไม่อยากรับการติดต่อจาก &#8216;บริษัท&#8217; นั้นอีก ให้บอกคนโทรอย่างนุ่มนวลว่าไม่ประสงค์จะรับการติดต่ออีก เบอร์โทรของเราจะย้ายไปอยู่ใน Do Not Call List ของบริษัทนั้น และบริษัทนั้นจะโทรหาเบอร์ดังกล่าวไม่ได้อีกภายในเวลาสองปีตามประกาศ กลต.</p>
<p>แต่ถ้าอ้ำอึ้ง เออๆ ออๆ ตามน้ำไปเรื่อย บริษัทนั้นก็มีสิทธิกลับมาโทรหาใหม่ได้จนหายคิดถึง</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>เครดิตเนื้อหาบางส่วน/ภาพประกอบดีๆ</strong></span></p>
<p><a href="http://www.wired.com/epicenter/2010/07/do-not-call-list-tops-200-million-some-scammers-still-ignore-it/" target="_blank">http://www.wired.com/epicenter/2010/07/do-not-call-list-tops-200-million-some-scammers-still-ignore-it/</a></p>
<p><a href="http://socialbutterflies.wordpress.com/2010/03/09/lady-gaga-telephone-to-premiere-thursday/" target="_blank">http://socialbutterflies.wordpress.com/2010/03/09/lady-gaga-telephone-to-premiere-thursday/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=653</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แสงและเงา</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=650</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=650#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 16:06:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Aesthetics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=650</guid>
		<description><![CDATA[เทคโนโลยีกับรูปแบบของภาพถ่ายมักเป็นเรื่องที่หากเขียนในหนังสือ มันน่าจะเป็นหัวข้อเกือบสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นหน้าดัชนีคำ และปกหลัง และถ้าไม่ได้คิดอะไรมาก มันน่าจะเป็นประเด็นขี้หมูขี้หมา สู้อะไรไม่ได้เลยกับเรื่องการวัดแสง การจัดภาพ นั่นคือ คิด (ไปเอง) ว่าไม่ว่ากล้องจะถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มเนกกาทีฟ หรืออยู่ในรูปแบบดิจิตอล มันก็คือภาพถ่ายเหมือน หลักคิดในการสร้างสรรค์ หรืออ่านภาพก็ไม่ได้ต่างอะไรในสาระสำคัญ ทบทวนดูใหม่ พฤติกรรมการถ่ายภาพตอนใช้กล้องฟิล์ม กับตอนใช้กล้องดิจิตอลต่างกันอย่างไรบ้าง และโดยเฉพาะเมื่อกล้องดิจิตอลมันย้ายไปอยู่ในโทรศัพท์แล้ว  เราถ่ายภาพ &#8220;เล่นๆ&#8221; ได้มากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า ภาพที่ได้มีสีคมชัด สดใสกว่าเดิมขึ้นหรือเปล่า พฤติกรรมของผู้ชมภาพเอนเอียงไปในทางภาพ &#8220;สว่างๆ&#8221; มากขึ้นหรือไม่ เมื่อคิดตามครบถ้วนกระบวนความแล้ว ต้องเชื่อว่าเทคโนโลยีถ่ายภาพ มีผลกระทบต่อความคิดเกี่ยวกับคุณภาพของภาพถ่ายของคนทั่วไปได้อย่าง &#8220;เอาเรื่อง&#8221; ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่อง &#8220;เงา&#8221; กับ &#8220;แสง&#8221; ถ้าในภาพหนึ่งมีพื้นที่ที่มีเงาดำสนิท อยู่ร่วมชายคาเดียวกับพื้นที่ที่แสงจัดสาดทอ ช่างภาพก่อนศตวรรษที่ 21 มีทางเลือกแค่สองทาง คือจะรักษารายละเอียดของภาพในพื้นที่ที่อยู่ใต้แสงจัดนั้นไว้ แล้วทิ้งรายละเอียดของภาพใต้เงาให้ถูกความมืดปกปิด หรือจะรักษารายละเอียดใต้เงา แล้วทิ้งรายละเอียดของภาพที่อยู่ใต้แสงให้ตกอยู่ท่ามกลางแสงที่สว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม มีเวบหนึ่งที่ทำ interactive อธิบายประเด็นนี้ได้ดี [ลิงค์] คุณสมบัติแสง-เงาแบบนี้เป็นข้อเสียของภาพหรือไม่ คำตอบที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดคือ &#8220;แล้วแต่&#8221; ถ้ามันเป็นภาพที่ตั้งใจเก็บรายละเอียดของท้องฟ้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เทคโนโลยีกับรูปแบบของภาพถ่ายมักเป็นเรื่องที่หากเขียนในหนังสือ มันน่าจะเป็นหัวข้อเกือบสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นหน้าดัชนีคำ และปกหลัง และถ้าไม่ได้คิดอะไรมาก มันน่าจะเป็นประเด็นขี้หมูขี้หมา สู้อะไรไม่ได้เลยกับเรื่องการวัดแสง การจัดภาพ นั่นคือ คิด (ไปเอง) ว่าไม่ว่ากล้องจะถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มเนกกาทีฟ หรืออยู่ในรูปแบบดิจิตอล มันก็คือภาพถ่ายเหมือน หลักคิดในการสร้างสรรค์ หรืออ่านภาพก็ไม่ได้ต่างอะไรในสาระสำคัญ</p>
<p>ทบทวนดูใหม่ พฤติกรรมการถ่ายภาพตอนใช้กล้องฟิล์ม กับตอนใช้กล้องดิจิตอลต่างกันอย่างไรบ้าง และโดยเฉพาะเมื่อกล้องดิจิตอลมันย้ายไปอยู่ในโทรศัพท์แล้ว  เราถ่ายภาพ &#8220;เล่นๆ&#8221; ได้มากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า ภาพที่ได้มีสีคมชัด สดใสกว่าเดิมขึ้นหรือเปล่า พฤติกรรมของผู้ชมภาพเอนเอียงไปในทางภาพ &#8220;สว่างๆ&#8221; มากขึ้นหรือไม่</p>
<p>เมื่อคิดตามครบถ้วนกระบวนความแล้ว ต้องเชื่อว่าเทคโนโลยีถ่ายภาพ มีผลกระทบต่อความคิดเกี่ยวกับคุณภาพของภาพถ่ายของคนทั่วไปได้อย่าง &#8220;เอาเรื่อง&#8221;</p>
<p>ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่อง &#8220;เงา&#8221; กับ &#8220;แสง&#8221;</p>
<p>ถ้าในภาพหนึ่งมีพื้นที่ที่มีเงาดำสนิท อยู่ร่วมชายคาเดียวกับพื้นที่ที่แสงจัดสาดทอ ช่างภาพก่อนศตวรรษที่ 21 มีทางเลือกแค่สองทาง คือจะรักษารายละเอียดของภาพในพื้นที่ที่อยู่ใต้แสงจัดนั้นไว้ แล้วทิ้งรายละเอียดของภาพใต้เงาให้ถูกความมืดปกปิด หรือจะรักษารายละเอียดใต้เงา แล้วทิ้งรายละเอียดของภาพที่อยู่ใต้แสงให้ตกอยู่ท่ามกลางแสงที่สว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>มีเวบหนึ่งที่ทำ interactive อธิบายประเด็นนี้ได้ดี <strong>[<a href="http://www.hdrlabs.com/gallery/realhdr/" target="_blank">ลิงค์</a>]</strong></p>
<p>คุณสมบัติแสง-เงาแบบนี้เป็นข้อเสียของภาพหรือไม่ คำตอบที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดคือ &#8220;แล้วแต่&#8221;</p>
<p>ถ้ามันเป็นภาพที่ตั้งใจเก็บรายละเอียดของท้องฟ้า เพื่อให้เกิดเงาของคนที่ยืน ณ ฉากหน้า มันจะเป็นภาพขนบหนึ่งที่เรื่องว่า Silhouette จะว่าไปมันถือกำเนิดขึ้นก็จากวัฒนธรรมกล้องถ่ายรูปโดยแท้</p>
<p>หรือถ้าเป็นภาพทั่วไปที่เน้นแสง เงาตัดกันแรงๆ โดยรายละเอียดส่วนเงาจะหายไปหมดเลยนั้น มันก็จะกลายเป็นภาพแนว Chiaroscuro ที่พบได้ทั้งในภาพจิตรกรรมโบราณ และภาพภาพถ่าย</p>
<p>หรือถ้าตั้งใจให้แสงเจิดจ้า มันก็เป็น Flare ภาพ ที่หากอยู่ถูกที่ถูกทางมันก็ดีได้</p>
<p>ของที่ดูเหมือนเป็นข้อจำกัด แท้ที่จริงแล้วมันเปิดโอกาสให้ใช้ความสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป</p>
<p>แต่หากมันเป็นภาพสถาปัตยกรรมที่ถ่ายจากในเคหสถาน ออกไปนอกหน้าต่างอย่างในเวบ interactive เรื่องแสงๆ เงาๆ จะกลายเป็นปัญหาทันที</p>
<p>แต่นั้นเป็นเรื่องของช่างภาพก่อนศตวรรษที่ 21 เพราะช่างภาพสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องเลือก เขาสามารถให้ภาพทั้งภาพมีรายละเอียดคมชัดครบถ้วนได้ ไม่ว่ารายละเอียดนั้นมันจะอยู่ในแสงหริอเงา ภาพแบบนั้นเรียกว่า HDR</p>
<p>วีธีทำก็แสนง่าย เริ่มจากตั้งข้อตั้งกล้อง และถ่ายภาพ ณ มุมเดิม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกวัดแสงที่ระดับปรกติ ครั้งสองวัดแสง over สัก 2-3 ครั้งสามวัดแสง under สัก 2-3 กระบวนการทั้งหมด ทำเพื่อให้ได้ภาพสามภาพที่เก็บรายละเอียดของภาพทั้งในเงา และในแสงสว่าง แล้วใช้โปรแกรมพิเศษรวมภาพทั้งสามเข้าด้วยกัน</p>
<p>คุณสมบัติของ HDR ดีต่อภาพหรือไม่ คำตอบที่ข้าพเจ้าชอบก็เหมือนเดิม คือ &#8220;แล้วแต่&#8221;</p>
<p>ในโลก HDR อาจไม่มีแสงเงาอันอบอุ่นของภาพ Silhouette ไม่มีความอัศจรรย์ของภาพ Flare  แต่เราก็ได้ของใหม่มาแทน นั่นคือวิธีการนำเสนอโลกแบบกึ่งจริง กึ่งจินตนาการ ที่สะท้อนจิตสำนึกคนยุคปัจจุบัน</p>
<p>ภาพ HDR อาจคล้ายฉากสามมิติที่ render จากการ์ดจอรุ่นทอป หรือมันก็อาจคล้ายกับภาพวาดเขียนก็เป็นได้</p>
<p>และที่สำคัญคือภาพแสง-เงาแบบเก่าๆ ก็ยังไม่หายไปไหน สรุปรวมความแล้ว เรามีทางเลือกในการสร้างสรรค์ภาพมากกว่าเดิม แต่การปรากฎตัวของ HDR จะทำให้คนดูภาพดูแคลน Silhouette ดูแคลน Flare หรือไม่</p>
<p>ถ้าถามเฉพาะตัวข้าพเจ้า ก็จะตอบว่าไม่ เพราะทุกสื่อแต่ละอย่าง ให้ความหมายต่างกัน มาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานในแต่ละกรณี</p>
<p>แต่คนอื่นจะว่าอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่รู้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=650</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พยาธิวิทยาแห่งอำนาจในสนามฟุตบอล</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=644</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=644#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Jun 2010 05:38:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=644</guid>
		<description><![CDATA[ลูกบอลที่เข้าประตูของแลมพาร์ด ที่ถูกหมางเมินโดยกรรมการในฟุตบอลโลกรอบสองระหว่างอังกฤษและเยอรมัน, ลูกบอลที่ล้ำหน้าที่กรรมการมองไม่เห็นก่อนเข้าประตูในเกมระหว่างอาร์เจนติน่ากับเม็กซิโก ทั้งหมดเกิดในรอบเดือนเดียวกัน จนเกิดคำถามในอินเตอร์เนต (โดยเฉพาะในอเมริกา) ว่าควรมีการปรับปรุงวิธีควบคุมดูแลกติกาหรือไม่ บ้างก็บอกว่าควรให้มี live replay ตรวจสอบข้อพิพาทในสนามทันที่ แต่บางคนบอกว่าการทำ replay ไม่เหมาะสมเพราะขัดขวางความต่อเนื่องของเกม และข้อพิพาทในสนามมีเยอะเกินกว่าจะเสียเวลาตรวจสอบได้หมด ทางที่ดีควรเพิ่มกรรมการให้มากขึ้น แบบที่เทนนิสวิมเบอตันมีกรรมการ 10 คนดูแลสนามสนามเดียว ข้าพเจ้าไม่ต้องการชี้ชัดว่าตกลงควรจะให้มี replay, sensor ตรวจจับ, กรรมการ 100 คน หรือไม่ แต่อยากบ่งชี้ถึงความหมายทางวัฒนธรรมบางอย่างจากปรากฎการณ์นี้ อันที่จริงแล้ว กรรมการเป็นของแปลกปลอมในการละเล่นหลายชนิดบนโลก ปริมาณของการแข่งขันที่ไม่มีกรรมการคุม มีมากกว่าการแข่งขันที่มีกรรมการ ในขณะที่เขียนบทความนี้ อาจมีการเล่นฟุตบอล เล่นตะกร้อ ตีแบต หลายพัน หลายหมื่นแมชตามสวนสาธารณะ ลานกว้างตามที่ต่างๆ ที่กำลังดำเนินไปโดยปราศจากการควบคุมของกรรมการ กรรมการจึงเหมือนอำนาจภายนอกที่ทะลวงเข้ามาในการแข่งขัน ในกีฬาหลายชนิด อำนาจภายนอกทำหน้าที่ได้อย่างน่าเกรงขามและเที่ยงตรง อาจเป็นเพราะการเล่นชนิดดังกล่าวมีการเคลื่อนไหว โครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนเช่น ตีเทนนิส ตีปิงปอง จึงตรวจสอบง่าย แต่ในกีฬาหลายชนิด อำนาจภายนอกไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้เล่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงถูกท้าทายด้วยการแกล้งใช้เป็นเครื่องมืออีกด้วย อย่างฟุตบอลเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ผู้เล่นอาจแกล้งล้ม หรือล้มจริงแต่แสดงท่าทางให้เกินจริงเพื่อขอความเห็นใจจากกรรมการ หรือไม่อย่างนั้นก็อาจแกล้งหันหลังให้กรรมการเพื่อปิดซ่อนพฤติการณ์ที่อาจหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกติกา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/06/mallenco2-300x188.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-646" title="mallenco2-300x188" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/06/mallenco2-300x188.jpg" alt="" width="300" height="188" /></a></p>
<p>ลูกบอลที่เข้าประตูของแลมพาร์ด ที่ถูกหมางเมินโดยกรรมการในฟุตบอลโลกรอบสองระหว่างอังกฤษและเยอรมัน, ลูกบอลที่ล้ำหน้าที่กรรมการมองไม่เห็นก่อนเข้าประตูในเกมระหว่างอาร์เจนติน่ากับเม็กซิโก ทั้งหมดเกิดในรอบเดือนเดียวกัน จนเกิดคำถามในอินเตอร์เนต (โดยเฉพาะในอเมริกา) ว่าควรมีการปรับปรุงวิธีควบคุมดูแลกติกาหรือไม่</p>
<p>บ้างก็บอกว่า<a href="http://soccer.fanhouse.com/2010/06/27/the-world-cup-needs-instant-replay-now/" target="_blank">ควรให้มี live replay</a> ตรวจสอบข้อพิพาทในสนามทันที่ แต่บางคนบอกว่า<a href="http://www.sportingnews.com/blog/the_sporting_blog/entry/view/69533/why_replay_would_not_work_in_world_cup_soccer" target="_blank">การทำ replay ไม่เหมาะสม</a>เพราะขัดขวางความต่อเนื่องของเกม และข้อพิพาทในสนามมีเยอะเกินกว่าจะเสียเวลาตรวจสอบได้หมด ทางที่ดีควร<a href="http://www.npr.org/blogs/showmeyourcleats/2010/06/25/128117648/world-cup-doesn-t-need-replay-it-needs-fairplay?ft=1&amp;f=1001&amp;sc=tw&amp;utm_source=twitterfeed&amp;utm_medium=twitter" target="_blank">เพิ่มกรรมการให้มากขึ้น</a> แบบที่เทนนิสวิมเบอตันมีกรรมการ 10 คนดูแลสนามสนามเดียว</p>
<p>ข้าพเจ้าไม่ต้องการชี้ชัดว่าตกลงควรจะให้มี replay, sensor ตรวจจับ, กรรมการ 100 คน หรือไม่ แต่อยากบ่งชี้ถึงความหมายทางวัฒนธรรมบางอย่างจากปรากฎการณ์นี้</p>
<p>อันที่จริงแล้ว กรรมการเป็นของแปลกปลอมในการละเล่นหลายชนิดบนโลก ปริมาณของการแข่งขันที่ไม่มีกรรมการคุม มีมากกว่าการแข่งขันที่มีกรรมการ ในขณะที่เขียนบทความนี้ อาจมีการเล่นฟุตบอล เล่นตะกร้อ ตีแบต หลายพัน หลายหมื่นแมชตามสวนสาธารณะ ลานกว้างตามที่ต่างๆ ที่กำลังดำเนินไปโดยปราศจากการควบคุมของกรรมการ กรรมการจึงเหมือนอำนาจภายนอกที่ทะลวงเข้ามาในการแข่งขัน</p>
<p>ในกีฬาหลายชนิด อำนาจภายนอกทำหน้าที่ได้อย่างน่าเกรงขามและเที่ยงตรง อาจเป็นเพราะการเล่นชนิดดังกล่าวมีการเคลื่อนไหว โครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนเช่น ตีเทนนิส ตีปิงปอง จึงตรวจสอบง่าย แต่ในกีฬาหลายชนิด อำนาจภายนอกไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้เล่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงถูกท้าทายด้วยการแกล้งใช้เป็นเครื่องมืออีกด้วย อย่างฟุตบอลเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ผู้เล่นอาจแกล้งล้ม หรือล้มจริงแต่แสดงท่าทางให้เกินจริงเพื่อขอความเห็นใจจากกรรมการ หรือไม่อย่างนั้นก็อาจแกล้งหันหลังให้กรรมการเพื่อปิดซ่อนพฤติการณ์ที่อาจหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกติกา</p>
<p>ความเคลือบคลุมของบทบาทแห่งอำนาจภายนอกในกีฬาฟุตบอล สร้างนัยยะทางสังคมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง</p>
<p>เพราะอำนาจภายนอกในกีฬาชนิดนี้ทำงานบนเงื่อนไขของการมองเห็นและมองไม่เห็น ความเชื่อและความไม่เชื่อ ทั้งสองอย่างเป็นปัจจัยเชิงอัตวิสัยล้วนๆ การกระทำที่แม้จะเกิดขึ้นแต่กรรมการมองไม่เห็น ย่อมมีผลลัพธ์เท่ากับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น การกระทำที่ควรจะถูกตีความอย่างหนึ่ง และกรรมการกลับตีความอีกอย่างหนึ่ง ก็ต้องถือตามกรรมการเป็นสำคัญ</p>
<p>นี่คือแบบจำลองการใช้อำนาจภายนอกในสังคมโดยแท้</p>
<p>การใช้คนกลาง ไม่จำเป็นว่าต้องได้การตัดสินที่น่าเชื่อถือยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายเสมอไป เพราะต้องไม่ลืมว่าคนกลางมีมุมมองอัตวิสัยของตนเอง มีวิจารณญาณของตนเอง ซึ่งอาจไม่ตรงกับมุมมองที่ได้จากเครื่องมือต่างๆ หรือมุมมองจากภายนอกก็ได้ เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นทุกที่ที่มีเหตุพิพาท ไม่ว่าจะเป็นบนสถานีตำรวจ บนศาลาหมู่บ้าน ในห้องประชุมที่ทำงาน หรือในศาล</p>
<p>ความไม่ลงรอยตลอดจนความอยุติธรรมจึงสามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะมี &#8216;คนกลางที่น่าเชื่อถือ&#8217; เข้ามาเกี่ยวข้อง</p>
<p>น่าสนใจว่าหลังจากลูกยิงของแลมพาร์ดที่ถูกปฎิเสธแล้ว ก็ไม่มีการแก้ไข ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากทางฝั่งกรรมการ</p>
<p>ราวกับว่าโอกาสที่จะเกิดความไม่เป็นธรรมในการตัดสิน ถูกผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสีสันของเกม</p>
<p>ภาพของการระงับข้อพิพาทด้วยองค์กรภายนอกของสังคม ถูกล้อด้วยภาพของการใช้อำนาจภายนอกในกีฬาฟุตบอล</p>
<p>ประธานฟีฟ่า Sepp Blatter ให้สัมภาษณ์ว่า &#8220;สังคมไม่สมบูรณ์แบบ ฟุตบอลก็เช่นกัน&#8221;  ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ คำกล่าวนี้เป็นความจริงอย่างยิ่งทั้งในแง่การกีฬาและในแง่สังคมศาสตร์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=644</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประกาศ #2</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=638</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=638#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Jun 2010 22:32:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=638</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้ตั้งใจทำให้บลอกแห่งนี้ร้าง แต่เนื่องจากผู้เขียนกำลังอยู่ในช่วงเวลาคับขันและไม่ปรกติยิ่ง และความคับขันนี้ไม่อาจถูกกำจัดออกไปได้ในเร็ววัน บลอกแห่งนี้จะมีบทความอีกครั้ง และอาจจะเพิ่ม section ใหม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการเงิน ในอีกส่วนหนึ่งที่จะไม่มายุ่งเกี่ยวกับบลอกนี้ แต่ขอให้พ้นช่วงเวลาสุดสัปดาห์หรรษา (27 มิ.ย.) อันเป็นวันสอบที่ค่อนข้างสำคัญเสียก่อน จึงประกาศให้ทราบ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้ตั้งใจทำให้บลอกแห่งนี้ร้าง แต่เนื่องจากผู้เขียนกำลังอยู่ในช่วงเวลาคับขันและไม่ปรกติยิ่ง และความคับขันนี้ไม่อาจถูกกำจัดออกไปได้ในเร็ววัน</p>
<p>บลอกแห่งนี้จะมีบทความอีกครั้ง และอาจจะเพิ่ม section ใหม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการเงิน ในอีกส่วนหนึ่งที่จะไม่มายุ่งเกี่ยวกับบลอกนี้ แต่ขอให้พ้นช่วงเวลาสุดสัปดาห์หรรษา (27 มิ.ย.) อันเป็นวันสอบที่ค่อนข้างสำคัญเสียก่อน</p>
<p>จึงประกาศให้ทราบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=638</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเสี่ยงเชิงปรัชญา (Philosophical Risk)</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=636</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=636#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 May 2010 02:57:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Philosophy]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=636</guid>
		<description><![CDATA[-เผยแพร่ครั้งแรกในบลอก fuse.in.th- อ่านข้อความต่อไปนี้ อ่านได้ความว่าอย่างไร &#8220;ความเป็นรัฐชาติเป็นสิ่งสมมุติ แต่เดิมนั้นแผ่นดินเชื่อมต่อกันและไม่มีแนวคิดเรื่องดินแดนอธิปไตย ต่อมาเกิดแนวคิดขีดเส้นแบ่งดินแดนและสมมุติสิ่งที่เรียกว่าความเป็นชาติในดินแดนนั้นกดทับลงไปบนชุมชนย่อยต่างๆ ที่แต่เดิมไม่ได้มีสิ่งใดร่วมกันมาก่อน&#8230;&#8221; แล้วข้อความต่อไปนี้ อ่านแล้วได้ความว่าอะไร &#8220;สถาบันกษัตริย์มีไม่ได้มีสถานะเป็นที่เคารพนับถือแบบนี้มาแต่เดิม หากแต่เพิ่งเริ่มสร้างวาทกรรมเช่นนี้มาไม่นานนัก โดยเริ่มจากสมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นต้นมา&#8230;&#8221; ข้อความลักษณะนี้จะพบได้ทั่วไปในช่วงหลักๆ ในเวบบอร์ด ในบทความ ในทุกๆ ที่ ข้อเสนอนั้นดูผิวเผินแล้วมันช่างเร้าใจ เพราะมันพลิกความคิดความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนจะเข้าใจมันถูกต้องจริงหรือ? สมมุติให้เด็กมัธยมหรือคนทั่วไปหลุดมาอ่านบทความเหล่านี้ เขาจะเข้าใจหรือไม่ว่าวลีว่า &#8220;เป็นสิ่งสมมุติ&#8221; และ &#8220;วาทกรรม&#8221; หรือในกรณีของบทความอื่นก็จะมีวลีอย่าง &#8220;เกิดจากการประกอบสร้าง&#8221; ฯลฯ มันมีความหมายว่าอย่างไร เห็นได้ว่าถ้าไม่มีพื้นฐานในเรื่องนี้มาก่อน การตีความให้ถ่องแท้จะไม่สามารถทำได้ แม้ว่าปรัชญาบางสำนักจะพยายามอ้างว่า การอ่านผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนควรยอมรับความหมายที่แต่ละคนเข้าใจไป ไม่ควรผูกขาดความเข้าใจที่เป็นหนึ่งเดียว แต่การตีความวลี &#8220;รัฐชาติไทยเป็นสิ่งสมมุติ&#8221; ว่า ชาติเป็นสิ่งเลวร้าย ควรกำจัดออกไปแล้วต่างคนต่างอยู่ หรือตีความว่า ชาติไทยเป็นสิ่งเฮงซวยต้องสละสัญชาติไปอยู่ลาว เช่นนี้ควรยอมรับหรือไม่ หรือการเข้าใจประโยคว่า &#8220;สถาบันกษัติรย์เพิ่งมีสถานะแบบปัจจุบันก็เพราะการประกอบสร้าง&#8221; ว่าหมายถึง ต้องล้มสถาบันกษัตริย์ด้วยอาวุธ และทุกคนมีสิทธิกล่าวหาในหลวงด้วยข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐานประกอบได้ตามชอบใจ เช่นนี้ควรยอมรับได้หรือไม่ คนละเรื่องเลยนะครับ สิ่งที่ถูกสมมุติ สิ่งที่ถูกประกอบสร้าง สิ่งที่เป็นวาทกรรม มันหมายเพียงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นแบบนั้นตั้งแต่ดั้งเดิม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>-เผยแพร่ครั้งแรกในบลอก fuse.in.th-</em></p>
<p>อ่านข้อความต่อไปนี้ อ่านได้ความว่าอย่างไร</p>
<p>&#8220;ความเป็นรัฐชาติเป็นสิ่งสมมุติ แต่เดิมนั้นแผ่นดินเชื่อมต่อกันและไม่มีแนวคิดเรื่องดินแดนอธิปไตย ต่อมาเกิดแนวคิดขีดเส้นแบ่งดินแดนและสมมุติสิ่งที่เรียกว่าความเป็นชาติในดินแดนนั้นกดทับลงไปบนชุมชนย่อยต่างๆ ที่แต่เดิมไม่ได้มีสิ่งใดร่วมกันมาก่อน&#8230;&#8221;</p>
<p>แล้วข้อความต่อไปนี้ อ่านแล้วได้ความว่าอะไร</p>
<p>&#8220;สถาบันกษัตริย์มีไม่ได้มีสถานะเป็นที่เคารพนับถือแบบนี้มาแต่เดิม หากแต่เพิ่งเริ่มสร้างวาทกรรมเช่นนี้มาไม่นานนัก โดยเริ่มจากสมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นต้นมา&#8230;&#8221;</p>
<p>ข้อความลักษณะนี้จะพบได้ทั่วไปในช่วงหลักๆ ในเวบบอร์ด ในบทความ ในทุกๆ ที่ ข้อเสนอนั้นดูผิวเผินแล้วมันช่างเร้าใจ เพราะมันพลิกความคิดความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนจะเข้าใจมันถูกต้องจริงหรือ?</p>
<p>สมมุติให้เด็กมัธยมหรือคนทั่วไปหลุดมาอ่านบทความเหล่านี้ เขาจะเข้าใจหรือไม่ว่าวลีว่า &#8220;เป็นสิ่งสมมุติ&#8221; และ &#8220;วาทกรรม&#8221; หรือในกรณีของบทความอื่นก็จะมีวลีอย่าง &#8220;เกิดจากการประกอบสร้าง&#8221; ฯลฯ มันมีความหมายว่าอย่างไร</p>
<p>เห็นได้ว่าถ้าไม่มีพื้นฐานในเรื่องนี้มาก่อน การตีความให้ถ่องแท้จะไม่สามารถทำได้</p>
<p>แม้ว่าปรัชญาบางสำนักจะพยายามอ้างว่า การอ่านผิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนควรยอมรับความหมายที่แต่ละคนเข้าใจไป ไม่ควรผูกขาดความเข้าใจที่เป็นหนึ่งเดียว</p>
<p>แต่การตีความวลี &#8220;รัฐชาติไทยเป็นสิ่งสมมุติ&#8221; ว่า ชาติเป็นสิ่งเลวร้าย ควรกำจัดออกไปแล้วต่างคนต่างอยู่ หรือตีความว่า ชาติไทยเป็นสิ่งเฮงซวยต้องสละสัญชาติไปอยู่ลาว เช่นนี้ควรยอมรับหรือไม่</p>
<p>หรือการเข้าใจประโยคว่า &#8220;สถาบันกษัติรย์เพิ่งมีสถานะแบบปัจจุบันก็เพราะการประกอบสร้าง&#8221; ว่าหมายถึง ต้องล้มสถาบันกษัตริย์ด้วยอาวุธ และทุกคนมีสิทธิกล่าวหาในหลวงด้วยข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐานประกอบได้ตามชอบใจ เช่นนี้ควรยอมรับได้หรือไม่</p>
<p>คนละเรื่องเลยนะครับ</p>
<p>สิ่งที่ถูกสมมุติ สิ่งที่ถูกประกอบสร้าง สิ่งที่เป็นวาทกรรม มันหมายเพียงว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เป็นแบบนั้นตั้งแต่ดั้งเดิม หมายเพียงว่ามีคำอธิบายที่เป็นไปได้อื่นๆ นอกเหนือไปจากความคิดที่ว่าชาติ กษัตริย์เป็นศูนย์กลางหนึ่งเดียวของมวลชน</p>
<p>มีความหมายแค่นี้</p>
<p>ส่วนเรื่องที่ว่ามันควร หรือไม่ควรที่จะต้องเป็นแบบนี้หรือไม่ ประโยคดังกล่าวไม่ได้ตอบแม้แต่นิดเดียว</p>
<p>มันจึงไม่ใช่ข้อสนับสนุนว่าชาติไม่ควรรัก สถาบันกษัตริย์ไม่ควรรักษา และอันที่จริงแล้วความคิดแบบนั้นก็เป็นวาทกรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน</p>
<p>ปรัชญาเป็นวิชาที่ไม่พร้อมใช้ในตัวมันเอง มันนำไปปฎิบัติ หรือนำไปสู่ข้อสรุปอันเป็นรูปธรรมอย่างทันทีไม่ได้ มันเป็นแค่วิธีการแสวงหาคำตอบต่อคำถามหนึ่งๆ เท่านั้น ถ้าอยากไปให้ไกลกว่าข้อสรุปแค่นี้ สมควรที่จะศึกษาศาสตร์แขนงอื่นๆ เพิ่มเติม และที่ต้องไม่หลงลืมคือ ต้องสอดรับกับความเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ</p>
<p>ในทางปรัชญาไม่ยอมรับเรื่องการให้เหตุผลเชิงอุปนัย</p>
<p>ตะวันที่แม้จะขึ้นทางตะวันออกทุกวัน สำหรับนักปรัชญาแล้วก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าพรุ่งนี้ตะวันจะขึ้นทางตะวันตกได้หรือไม่</p>
<p>แล้วเราจะใช้ความรู้นี้ในขณะที่กำลังหลงป่าหรือไม่</p>
<p>การหาความรู้ เปิดโลกทัศน์ด้วยบทความ หนังสือปรัชญาเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า</p>
<p>ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับข้อความทางปรัชญา แล้วยังนำไปปฎิบัติในชีวิตจริงโดยไม่คำนึงมิติอื่นๆ ย่อมนำพาความพินาศมาให้แก่ตัวเอง ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง และสังคม</p>
<p>ประเทศจีนรับความเจ็บปวดจากการนำปรัชญามาร์กซ์ และเหมาอิสม์ มาปฎิบัติในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม การปิดการทำการค้าระหว่างประเทศ ส่งผู้คนไปทำงานเกษตรกรรม ทำลายวัตถุทางศาสนา ทำลายอารยธรรมสมัยจักรพรรดิ สร้างความเจ็ปปวดแสนสาหัสให้กับประเทศ จนถึงปัจจุบันคนจีนเกือบทุกคนไม่อยากจำประวัติศาสตร์หน้านี้</p>
<p>แล้วเราจะเดินตามหรือ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=636</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประกาศ #1</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=634</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=634#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 May 2010 16:20:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=634</guid>
		<description><![CDATA[ขออภัยที่ละเลยบลอกแห่งนี้นานจนเกินไป ทั้งที่มีเหตุการณ์น่าสนใจมากมายเกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ แต่ถ้ามองอีกอย่างหนึ่งก็คือ ก็เพราะมันอยู่ในห้วงเวลาแบบนี้ จึงไม่รู้จะเขียนอะไรดี ยิ่ง ณ นาทีนี้ข้าพเจ้าสมควรที่จะระแวดระวังการแสดงออกของตนเป็นพิเศษ ตอนนี้สังคมไทยเหมือนตึกที่เพิ่งวอดจากการถูกเผาไหม้ เสี่ยงจะถล่มลงได้ทุกเมื่อ ไม่ควรไปซ้ำเติมด้วยการปาระเบิดเข้าไปอีกแม้ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่า บางครั้งก็เกือบจะเผลอทำไป แต่ต้องพยายาม กำลังจะหาทางทำให้เวบนี้เชื่อมกับ facebook ให้มากขึ้น อันนี้ก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน สำหรับวันนี้ขอประกาศเพียงเท่านี้ สวัสดีฯ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขออภัยที่ละเลยบลอกแห่งนี้นานจนเกินไป ทั้งที่มีเหตุการณ์น่าสนใจมากมายเกิดขึ้นในห้วงเวลานี้</p>
<p>แต่ถ้ามองอีกอย่างหนึ่งก็คือ ก็เพราะมันอยู่ในห้วงเวลาแบบนี้ จึงไม่รู้จะเขียนอะไรดี</p>
<p>ยิ่ง ณ นาทีนี้ข้าพเจ้าสมควรที่จะระแวดระวังการแสดงออกของตนเป็นพิเศษ</p>
<p>ตอนนี้สังคมไทยเหมือนตึกที่เพิ่งวอดจากการถูกเผาไหม้ เสี่ยงจะถล่มลงได้ทุกเมื่อ ไม่ควรไปซ้ำเติมด้วยการปาระเบิดเข้าไปอีกแม้ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่า บางครั้งก็เกือบจะเผลอทำไป แต่ต้องพยายาม</p>
<p>กำลังจะหาทางทำให้เวบนี้เชื่อมกับ facebook ให้มากขึ้น อันนี้ก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน</p>
<p>สำหรับวันนี้ขอประกาศเพียงเท่านี้ สวัสดีฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=634</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จิตเวชกรรมในเมืองใต้บาดาล</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=631</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=631#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Apr 2010 05:31:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Books]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=631</guid>
		<description><![CDATA[เราจะอ่าน &#8220;ขัปปะ&#8221; ผลงานของริวโนะสุเกะ อะคุตางาว่าได้อย่างไรบ้าง ถ้าจะดูเจตนาของผู้ประพันธ์ อะคุตางาว่าพยายามพูดเรื่องส่วนตัวผ่านเสียงของผู้ป่วยทางจิตที่อ้างว่าได้ไปเยือนดินแดนของสัตว์ประหลาดขัปปะ ในดินแดนนั้นคือแบบจำลองโลกส่วนตัวของอะคุตางาว่า ในช่วงเวลา 4 เดือนก่อนที่ผู้ประพันธ์ปลิดชีวิตตัวเอง ในนั้น มีนักธุรกิจที่ไม่แยแสต่อชีวิตของลูกจ้าง และจ้องหาผลประโยชน์ในทุกเรื่องๆ, มีนักปรัชญาหน้าเห่ยผู้คลุกอยู่กับแต่หนังสือ นักคิดที่อะคุตางาว่าศึกษาอยู่ในชีวิตจริง, มีนักบวชที่ไม่เชื่อในศาสนาที่ตนเองสังกัด, มีโลกที่ผู้หญิงไล่จับผู้ชายขัปปะผู้ชายเพื่อไปทำผัว, และมีตัวละครที่น่าจะสะท้อนตัวตนของอะคุตางาว่า คือกวีที่รังเกียจการดูแลครอบครัวขนาดใหญ่ ใช้ชีวิตเสรีแบบไม่พึ่งศาสนา และฆ่าตัวตายเพื่อไปให้พ้นจากความเหนื่อยหน่าย ถ้าจะอ่านจากสภาพแวดล้อมของสังคมในช่วงการประพันธ์ อะคุตางาว่า มีชีวิตอยู่ในช่วงที่มีบรรยากาศลัทธิทหาร และการล่าอาณานิคมแผ่ขยายไปทั่วประเทศ ทั่งล้นไปยังเพื่อนบ้าน สังคมญี่ปุ่นบางส่วนต่อต้านความรุนแรงทางทหาร แต่กฎหมายควบคุมการแสดงออกทางการเมืองก็สร้างความหวาดกลัวทางวิชาการไปทั่ว ในช่วงนั้นยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90000 คน  &#8221;ขัปปะ&#8221; จึงเป็นอาการสำแดงของความสับสนในอนาคตของคนญี่ปุ่น สับสนระหว่างความจริงกับจินตนาการ สับสนทางเลือกระหว่างการเรียกร้องสิ่งดั้งเดิมกับการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ ขอขยายความอีกนิดหน่อย เพราะเรื่องในขัปปะ ทั้งหมดเล่าโดยแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิต และแพทย์ผู้นั้นก็เล่าส่งที่ได้ยินมาจากผู้ป่วยทางจิตมาอีกที ท่วงทำนองการเล่าเรื่องในช่วงที่ผู้่ป่วยทางจิตพูด ก็คล้ายกับภาษาหนังสือเด็ก ซึ่งตามธรรมเนียมการอ่านแล้ว ภาษาหนังสือเด็กเข้าได้ดีกับเรื่องราวจิตนาการเพ้อเจ้อ และมันทำให้เรื่องราวจินตนาการนั้นดูสมจริงยอมรับได้ แต่เมื่อเอาเรื่องทั้งหมดมาต่อกัน ผู้อ่านจะไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ในเมืองขัปปะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะแพทย์เองก็ไม่ได้อยู่รับรู้เรื่องด้วยตา แต่รับรู้เพียงว่าตอนนี้ผู้เล่าเรื่องเมืองขัปปะกลายเป็นคนเพ้อ ที่จินตนาการว่ามีขัปปะมาเยี่ยมทุกๆ วัน ความสับสนระหว่างเส้นแบ่งความจริงและจินตนาการนี้เอง ที่น่าจะสะท้อนอาการของสังคมญี่ปุ่นที่เกิดเรื่อง &#8216;ไม่น่าเชื่อ&#8217; ทางการเมืองและภัยธรรมชาติติดๆ กันหลายครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/04/kappa.jpg"><img class="alignnone size-large wp-image-632" title="kappa" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/04/kappa-712x1024.jpg" alt="" width="384" height="553" /></a></p>
<p>เราจะอ่าน &#8220;ขัปปะ&#8221; ผลงานของ<strong>ริวโนะสุเกะ อะคุตางาว่า</strong>ได้อย่างไรบ้าง</p>
<p>ถ้าจะดูเจตนาของผู้ประพันธ์ อะคุตางาว่าพยายามพูดเรื่องส่วนตัวผ่านเสียงของผู้ป่วยทางจิตที่อ้างว่าได้ไปเยือนดินแดนของสัตว์ประหลาดขัปปะ ในดินแดนนั้นคือแบบจำลองโลกส่วนตัวของอะคุตางาว่า ในช่วงเวลา 4 เดือนก่อนที่ผู้ประพันธ์ปลิดชีวิตตัวเอง ในนั้น มีนักธุรกิจที่ไม่แยแสต่อชีวิตของลูกจ้าง และจ้องหาผลประโยชน์ในทุกเรื่องๆ, มีนักปรัชญาหน้าเห่ยผู้คลุกอยู่กับแต่หนังสือ นักคิดที่อะคุตางาว่าศึกษาอยู่ในชีวิตจริง, มีนักบวชที่ไม่เชื่อในศาสนาที่ตนเองสังกัด, มีโลกที่ผู้หญิงไล่จับผู้ชายขัปปะผู้ชายเพื่อไปทำผัว, และมีตัวละครที่น่าจะสะท้อนตัวตนของอะคุตางาว่า คือกวีที่รังเกียจการดูแลครอบครัวขนาดใหญ่ ใช้ชีวิตเสรีแบบไม่พึ่งศาสนา และฆ่าตัวตายเพื่อไปให้พ้นจากความเหนื่อยหน่าย</p>
<p>ถ้าจะอ่านจากสภาพแวดล้อมของสังคมในช่วงการประพันธ์ อะคุตางาว่า มีชีวิตอยู่ในช่วงที่มีบรรยากาศลัทธิทหาร และการล่าอาณานิคมแผ่ขยายไปทั่วประเทศ ทั่งล้นไปยังเพื่อนบ้าน สังคมญี่ปุ่นบางส่วนต่อต้านความรุนแรงทางทหาร แต่กฎหมายควบคุมการแสดงออกทางการเมืองก็สร้างความหวาดกลัวทางวิชาการไปทั่ว ในช่วงนั้นยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90000 คน  &#8221;ขัปปะ&#8221; จึงเป็นอาการสำแดงของความสับสนในอนาคตของคนญี่ปุ่น สับสนระหว่างความจริงกับจินตนาการ สับสนทางเลือกระหว่างการเรียกร้องสิ่งดั้งเดิมกับการเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ</p>
<p>ขอขยายความอีกนิดหน่อย</p>
<p>เพราะเรื่องในขัปปะ ทั้งหมดเล่าโดยแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิต และแพทย์ผู้นั้นก็เล่าส่งที่ได้ยินมาจากผู้ป่วยทางจิตมาอีกที ท่วงทำนองการเล่าเรื่องในช่วงที่ผู้่ป่วยทางจิตพูด ก็คล้ายกับภาษาหนังสือเด็ก ซึ่งตามธรรมเนียมการอ่านแล้ว ภาษาหนังสือเด็กเข้าได้ดีกับเรื่องราวจิตนาการเพ้อเจ้อ และมันทำให้เรื่องราวจินตนาการนั้นดูสมจริงยอมรับได้ แต่เมื่อเอาเรื่องทั้งหมดมาต่อกัน ผู้อ่านจะไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ในเมืองขัปปะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะแพทย์เองก็ไม่ได้อยู่รับรู้เรื่องด้วยตา แต่รับรู้เพียงว่าตอนนี้ผู้เล่าเรื่องเมืองขัปปะกลายเป็นคนเพ้อ ที่จินตนาการว่ามีขัปปะมาเยี่ยมทุกๆ วัน ความสับสนระหว่างเส้นแบ่งความจริงและจินตนาการนี้เอง ที่น่าจะสะท้อนอาการของสังคมญี่ปุ่นที่เกิดเรื่อง &#8216;ไม่น่าเชื่อ&#8217; ทางการเมืองและภัยธรรมชาติติดๆ กันหลายครั้ง</p>
<p>และยังมองได้อีกแง่ว่า ความไม่แน่ใจของผู้ท่องแดนขัปปะระหว่างการเลือกที่จะอยู่ในแดนขัปปะต่อไป กับอยู่ในโลกแห่งความจริง คือความไม่แน่ใจของสังคมญี่ปุ่นที่จะเลือกอยู่ในสังคมแบบเดิม ที่แม้จะสงบราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยนักธุรกิจใจป้ำ ผู้เชื่อถือในวิญญาณ หรือจะอยู่ในระบอบสังคมแบบใหม่ที่จะทำการปฎิรูป (น่าสังเกตว่าอะคุตางาว่าไม่บรรยายสภาพสังคมในโลกแห่งความจริงในเรื่องขัปปะเลย ราวกับว่ามันไร้ความหมายต่อตัวละครหลักและต่อตัวของเขาเอง)</p>
<p>แต่ไม่ว่าจะเลือกอ่านอย่างไร ที่ห้ามลืมพูดถึงคือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ขัปปะ และของวรรณกรรมเกือบทุกชิ้นของอะคุตางาว่า</p>
<p>เขาสามารถใช้นิยายเพื่อนำพาผู้อ่านเข้าไปสู่ดินแดนที่การรับรู้ทางจิตถูกบิดเบือน มุมมองการเล่าเรื่องขาดความเป็นกลางโดยสิ้นเชิง ประสบการณ์นี้จะชัดขึ้นเมื่อได้อ่านงานที่มีชื่อเสียงของเขาอีกเรื่องที่ชื่อ ราโชมอน ในนิยายเรื่องนั้นผู้เล่าเรื่องแต่ละคนต่างมีส่วนบิดเบือนเหตุการณ์จริงด้วยกันทั้งสิ้น</p>
<p>นิยายของอะุคุตางาว่า จึงเป็นบันทึกความเปราะบาง และความด้อยสามารถของการรับรู้ความจริงของมนุษย์</p>
<p>เป็นอนุสสติเตือนให้รู้ว่ามนุษย์มีศักยภาพน้อยเกินไปที่จะรับรู้ความจริงอย่างครบถ้วน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=631</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความเป็นธรรมในนิยาย</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=627</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=627#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Apr 2010 01:13:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Books]]></category>
		<category><![CDATA[Ethics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=627</guid>
		<description><![CDATA[ผู้พิพากษา, ผู้วางนโยบายในอเมริกา (รวมถึงของไทย) มักตัดสินประเด็นของตนโดยใช้เศรษฐศาสตร์มาอธิบาย ที่เขาชอบทำแบบนั้นเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า ถ้าเอาวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณของเศรษฐศาสตร์มาเข้าว่าแล้ว ย่อมเป็นไปได้สูงที่ผลแห่งการตัดสินใจนั้นจะสำเร็จลุล่วงสมประสงค์ ผู้พิพากษาจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่าจำเลยเจ้าของห้างที่มีลานจอดรถ มีภาระที่ต้องหาคนมาป้องกันการโจรกรรมรถที่มาจอดในลาน ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้แต่ละคนที่มาใช้บริการหาทางป้องกันการโจรกรรมกันเอง จะมีต้นทุนที่สูงกว่า หน่วยงานราชการก็ไม่น้อยหน้า เมื่อการประกอบธุรกิจโรงงานที่ขัดขวางวิถีชุมชน ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเป็นข้ออ้างชั้นเอก สิ่งที่ถูกต้องในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์คือสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อคนหมู่มาก ไม่ต้องสนใจว่าคนหมู่น้อยหรือคนหมู่มากที่มีต้นทุนทางสังคมรวมกันน้อยจะเดือดร้อนอย่างไร เศรษฐศาสตร์จึงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิของบุคคล และมองเห็นคุณค่าตลอดจนความรู้สึกแห่งมนุษยภาพ นักวิชาการด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกชี้ว่านี่คือวิกฤติของระบบกฎหมายในอเมริกา ทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมที่เขานำเสนอคือ ให้ผู้พิพากษาอ่านนิยายแนวสัจนิยม นิยายเป็นแบบสนามทดสอบความรู้สึกทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายที่เนื้อเรื่งพัวพันกับคนชายขอบ ถูกเข้าใจผิด หรือถูกปฎิเสธจากสังคม ประสบปัญหาการดำเนินชีวิตอันเป็นปรกติสุขเพราะเงื่อนไขทางสังคมไม่เอื้ออำนวย ความรู้สึกทางจริยธรรมอะไรที่นิยายแบบนี้จะมอบให้ผู้อ่าน นักวิชาการท่านนั้นตอบว่า ความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของมนุษย์ที่แตกต่างไปจากเรา (Sympathy) ความเห็นอกเห็นใจไม่เพียงช่วยให้ผู้พิพากษาพิจารณาคดีความรอบด้านมากขึ้น แต่ยังเป็นจริยธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตย สังคมที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ย่อมเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความแตกต่างของสมาชิก เมื่อมีเหตุวิวาทกันเรื่องก็มักจะจบลงไม่ดี แต่การอ่านแบบเรื่อยเปื่อยย่อมไม่เกิดผล ถ้าจะให้เกิดความเห็นอกเห็นใจไปกับตัวละครในนิยาย ต้องคิดตามไปพร้อมกับที่อ่าน ตั้งคำถามว่าเหตุใดตัวละครจึงเลือกที่จะทำแบบนี้ มีข้อจำกัดในทางการตัดสินใจอะไรบ้าง และสิ่งที่จะค้นพบคือ การตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้มีแค่เรื่องเชิงเศรษฐศาสตร์ การคิดตามนิยายคือการบ่อนเซาะอำนาจของเศรษฐศาสตร์ในฐานะเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไปพร้อมๆ กัน แต่สำหรับเมืองไทย น่าสงสัยว่าเรามีนิยายแนวสัจนิยมเกี่ยวกับคนชายขอบน้อยไปหรือไม่ หรือถ้ามีเยอะแล้วก็น่าถามต่อว่า ทำไมหลายคนเลือกที่จะไม่อ่าน หรือถ้าแย้งว่ามีคนอ่านนิยายแบบนั้นเยอะแล้วเหมือนกัน ก็น่าถามต่อว่าทำไมการอ่านนั้นจึงไม่สามารถสร้างสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจเป็นจริยธรรมพื้นฐานได้? credit ภาพ: ratchasima.net/2007/11/23/only-for-questioning-and-the-disavowal-of-law/]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/04/the-trial-500.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-628" title="the-trial-500" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/04/the-trial-500-300x228.jpg" alt="" width="300" height="228" /></a></p>
<p>ผู้พิพากษา, ผู้วางนโยบายในอเมริกา (รวมถึงของไทย) มักตัดสินประเด็นของตนโดยใช้เศรษฐศาสตร์มาอธิบาย</p>
<p>ที่เขาชอบทำแบบนั้นเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า ถ้าเอาวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณของเศรษฐศาสตร์มาเข้าว่าแล้ว ย่อมเป็นไปได้สูงที่ผลแห่งการตัดสินใจนั้นจะสำเร็จลุล่วงสมประสงค์</p>
<p>ผู้พิพากษาจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่าจำเลยเจ้าของห้างที่มีลานจอดรถ มีภาระที่ต้องหาคนมาป้องกันการโจรกรรมรถที่มาจอดในลาน ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้แต่ละคนที่มาใช้บริการหาทางป้องกันการโจรกรรมกันเอง จะมีต้นทุนที่สูงกว่า หน่วยงานราชการก็ไม่น้อยหน้า เมื่อการประกอบธุรกิจโรงงานที่ขัดขวางวิถีชุมชน ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเป็นข้ออ้างชั้นเอก</p>
<p>สิ่งที่ถูกต้องในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์คือสิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดต่อคนหมู่มาก ไม่ต้องสนใจว่าคนหมู่น้อยหรือคนหมู่มากที่มีต้นทุนทางสังคมรวมกันน้อยจะเดือดร้อนอย่างไร เศรษฐศาสตร์จึงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิของบุคคล และมองเห็นคุณค่าตลอดจนความรู้สึกแห่งมนุษยภาพ นักวิชาการด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกชี้ว่านี่คือวิกฤติของระบบกฎหมายในอเมริกา</p>
<p>ทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมที่เขานำเสนอคือ ให้ผู้พิพากษาอ่านนิยายแนวสัจนิยม</p>
<p>นิยายเป็นแบบสนามทดสอบความรู้สึกทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายที่เนื้อเรื่งพัวพันกับคนชายขอบ ถูกเข้าใจผิด หรือถูกปฎิเสธจากสังคม ประสบปัญหาการดำเนินชีวิตอันเป็นปรกติสุขเพราะเงื่อนไขทางสังคมไม่เอื้ออำนวย</p>
<p>ความรู้สึกทางจริยธรรมอะไรที่นิยายแบบนี้จะมอบให้ผู้อ่าน</p>
<p>นักวิชาการท่านนั้นตอบว่า ความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของมนุษย์ที่แตกต่างไปจากเรา (Sympathy)</p>
<p>ความเห็นอกเห็นใจไม่เพียงช่วยให้ผู้พิพากษาพิจารณาคดีความรอบด้านมากขึ้น แต่ยังเป็นจริยธรรมพื้นฐานของการอยู่ร่วมในสังคมประชาธิปไตย สังคมที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ย่อมเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความแตกต่างของสมาชิก เมื่อมีเหตุวิวาทกันเรื่องก็มักจะจบลงไม่ดี</p>
<p>แต่การอ่านแบบเรื่อยเปื่อยย่อมไม่เกิดผล ถ้าจะให้เกิดความเห็นอกเห็นใจไปกับตัวละครในนิยาย ต้องคิดตามไปพร้อมกับที่อ่าน ตั้งคำถามว่าเหตุใดตัวละครจึงเลือกที่จะทำแบบนี้ มีข้อจำกัดในทางการตัดสินใจอะไรบ้าง และสิ่งที่จะค้นพบคือ การตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้มีแค่เรื่องเชิงเศรษฐศาสตร์ การคิดตามนิยายคือการบ่อนเซาะอำนาจของเศรษฐศาสตร์ในฐานะเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>แต่สำหรับเมืองไทย น่าสงสัยว่าเรามีนิยายแนวสัจนิยมเกี่ยวกับคนชายขอบน้อยไปหรือไม่ หรือถ้ามีเยอะแล้วก็น่าถามต่อว่า ทำไมหลายคนเลือกที่จะไม่อ่าน หรือถ้าแย้งว่ามีคนอ่านนิยายแบบนั้นเยอะแล้วเหมือนกัน ก็น่าถามต่อว่าทำไมการอ่านนั้นจึงไม่สามารถสร้างสังคมที่มีความเห็นอกเห็นใจเป็นจริยธรรมพื้นฐานได้?</p>
<p><em>credit ภาพ: <a href="http://ratchasima.net/2007/11/23/only-for-questioning-and-the-disavowal-of-law/" target="_blank">ratchasima.net/2007/11/23/only-for-questioning-and-the-disavowal-of-law/</a></em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=627</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มองผ่านกระจกเงาด้านเดียว: วาบความคิดจาก Exotica</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=621</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=621#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Mar 2010 23:47:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Film]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=621</guid>
		<description><![CDATA[ต่อไปนี้เป็นฉากแรกของ Exotica (1994, Atom Egoyan): พนักงานศุลกากรสนามบิน 2 คนกำลังมองการปฎิบัติงานด้านนอก ผ่านกระจกที่มองทะลุได้ด้านเดียว เขากำลังจ้องมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกโดยคนที่ถูกเฝ้ามองไม่รู้ตัว พนักงานคนหนึ่งพูดว่า การตรวจของผิดกฎหมายนั้นซับซ้อน เพราะในขณะที่กำลังตรวจกระเป๋าสัมภาระอยู่ สายตาต้องจับจ้องอากัปกิริยาที่หลุดออกมาจากในเบื้องลึกของผู้ถูกตรวจด้วย ทันใด Thomas Pinto (Don McKellar) เจ้าของร้านขายสัตว์เลี้ยงหายาก เดินมาหน้ากระจก พนักงานศุลการกรเฝ้ามองและตีความนัยยะ ภายใต้ใบหน้าอันเฉยเมยของเขา โดยที่เขาไม่รู้ตัว ถ้าเปรียบเทียบกับคนดูหนัง กิจกรรมการดูหนังก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำ จอหนังก็เหมือนกระจกข้างเดียวที่ทำให้คนดูหนังปลอดภัย และไม่ไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในฝั่งตรงข้ามของกระจก ผู้ดูหนังยังมีหน้าที่ตรวจตราอากัปกิริยาของตัวละครที่กำลังแสดงอยู่บนจอภาพ และค้นหาความหมายของมันให้ล้ำลึกไปกว่าสิ่งที่มองเห็น นี่คือสาส์นชิ้นแรกที่ Egoyan ให้กับผู้ชม Exotica และเขาก็ตอกย้ำเรื่อยๆ ผ่านองค์ประกอบการจ้องมองผ่านกระจกด้านเดียว และการจ้องมองอยู่ห่างๆ ที่พบได้ในหลายช่วงของหนัง ถ้าการจับพิรุธคนทำผิดกฎหมายตามสนามบินเป็นเรื่องยากแล้ว การเฝ้ามองและเข้าใจตัวละครในหนังของ Egoyan ก็คงหินไม่แพ้กัน ผู้คนใน Exotica มีความเกี่ยวโยงกันอย่างซับซ้อน ผ่านบาร์เต้นเปลือยที่มีชื่อเดียวกัน Christina (Mia Krishner) นักเต้นเปลือยที่มาพร้อมกับชุดนักเรียน เป็นแฟนเก่ากับ Eric (Elias Koteas) ที่เป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/exotica_1.png"><img class="alignnone size-full wp-image-622" title="exotica_1" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/exotica_1.png" alt="" width="450" height="249" /></a></p>
<p>ต่อไปนี้เป็นฉากแรกของ<strong> <a href="http://www.imdb.com/title/tt0109759/" target="_blank">Exotica</a> (1994, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Atom_Egoyan" target="_blank">Atom Egoyan</a>)</strong>: พนักงานศุลกากรสนามบิน 2 คนกำลังมองการปฎิบัติงานด้านนอก ผ่านกระจกที่มองทะลุได้ด้านเดียว เขากำลังจ้องมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกโดยคนที่ถูกเฝ้ามองไม่รู้ตัว พนักงานคนหนึ่งพูดว่า การตรวจของผิดกฎหมายนั้นซับซ้อน เพราะในขณะที่กำลังตรวจกระเป๋าสัมภาระอยู่ สายตาต้องจับจ้องอากัปกิริยาที่หลุดออกมาจากในเบื้องลึกของผู้ถูกตรวจด้วย ทันใด Thomas Pinto (Don McKellar) เจ้าของร้านขายสัตว์เลี้ยงหายาก เดินมาหน้ากระจก พนักงานศุลการกรเฝ้ามองและตีความนัยยะ ภายใต้ใบหน้าอันเฉยเมยของเขา โดยที่เขาไม่รู้ตัว</p>
<p>ถ้าเปรียบเทียบกับคนดูหนัง กิจกรรมการดูหนังก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำ จอหนังก็เหมือนกระจกข้างเดียวที่ทำให้คนดูหนังปลอดภัย และไม่ไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในฝั่งตรงข้ามของกระจก ผู้ดูหนังยังมีหน้าที่ตรวจตราอากัปกิริยาของตัวละครที่กำลังแสดงอยู่บนจอภาพ และค้นหาความหมายของมันให้ล้ำลึกไปกว่าสิ่งที่มองเห็น นี่คือสาส์นชิ้นแรกที่ Egoyan ให้กับผู้ชม Exotica และเขาก็ตอกย้ำเรื่อยๆ ผ่านองค์ประกอบการจ้องมองผ่านกระจกด้านเดียว และการจ้องมองอยู่ห่างๆ ที่พบได้ในหลายช่วงของหนัง</p>
<p>ถ้าการจับพิรุธคนทำผิดกฎหมายตามสนามบินเป็นเรื่องยากแล้ว การเฝ้ามองและเข้าใจตัวละครในหนังของ Egoyan ก็คงหินไม่แพ้กัน ผู้คนใน Exotica มีความเกี่ยวโยงกันอย่างซับซ้อน ผ่านบาร์เต้นเปลือยที่มีชื่อเดียวกัน</p>
<p>Christina (Mia Krishner) นักเต้นเปลือยที่มาพร้อมกับชุดนักเรียน เป็นแฟนเก่ากับ Eric (Elias Koteas) ที่เป็น DJ ประจำร้านเดียวกัน  Christina ยังเป็นนักเต้นประจำให้กับ Francis (Bruce Greenwood) ที่จะมายัง Exotica ทุกคืนเพื่อพบเธอ ความสัมพันธ์ของทั้งสองทำให้ Eric เป็นเดือดเป็นร้อนอย่างยิ่ง  ส่วนในเวลากลางวัน Francis เป็นผู้ตรวจภาษีที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงของ Thomas ผู้ต้องสงสัยกรณีลักลอบนำเข้าไข่สัตว์เลี้ยงหายาก ที่ถูกชักจูงไปสู่ความขัดแย้งในร้าน Exotica  ส่วนตัว Thomas ก็เป็นเกย์ที่มีความสัมพันธ์ข้ามคืนกับพนักงานศุลกากรที่สนามบิน</p>
<p>ถ้าเรื่องยังดูไม่ซับซ้อนพอ ก็ยังมี Tracey (Sarah Polley) ผู้เป็นหลานของ Eric ที่ถูกจ้างให้ไปอยู่เหย้าเฝ้าบ้านเล่นเปียโน ให้กับลุงของเธอทุกวัน ระหว่างที่ลุงของเธอไปพบกับ Christina</p>
<p>ความสัมพันธ์ของผู้คนเหล่านี้ ไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างรวดเร็วแบบที่ข้าพเจ้าสรุปไว้ข้างต้น หากแต่มันค่อยๆ คลี่คลายผ่านการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นไปตามลำดับเวลา ผ่านการสนทนาที่ละเอียด และผ่านพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาแสดงออกมา แต่นั้นไม่ใช่งานทั้งหมดของผู้ชมหนังเรื่องนี้ ยังเหลืองานส่วนที่ยากกว่าคือ การทำความเข้าใจความหมาย และที่มาของความสัมพันธ์เหล่านี้ ซึ่ง Egoyan ไม่ได้เฉลยอย่างหมดจด</p>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/exotica_2.png"><img class="alignnone size-full wp-image-623" title="exotica_2" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/exotica_2.png" alt="" width="450" height="249" /></a></p>
<p>กลไกการเล่าเรื่องที่ไม่ตรงไปตรงมา, การถ่ายภาพที่เฉยชาไร้สีสัน แหกขนบของการถ่ายภาพ Erotic (โดยเฉพาะ shot ที่ Christina ออกมาเต้น ที่บรรจงให้ตัวละครถูกห้อมล้อมด้วยกรอบ แมกไม้ และถ่ายในระยะไกลมาก) ตลอดจนการใช้เพลง การจัดบรรยากาศ ที่แปลกแยก ยิ่งทำให้คนดูผละตัวออกจากหนัง เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองใคร่ครวญสิ่งที่เห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล</p>
<p>แต่เมื่อใดที่ผู้ชมเริ่มเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวละคร ก็ดูเหมือนจะถูกชักชวนให้ถลำลึกไปยังโลกอันแปลกประหลาดของมนุษย์อย่างไม่มีวันกลับ</p>
<p>ผู้ชายที่เรียบร้อยเหมือนไม่มีพิศภัย ชายที่เข้าบาร์กับหญิงบริการที่ดูเหมือนจะอยู่ ณ จุดต่ำสุดของศีลธรรม ท้ายที่สุดเมื่อเข้าใจความหมายของสิ่งเหล่านี้ ย่อมพบว่าไม่มีสิ่งไหนที่จะเป็นไปตามสิ่งที่เห็นอย่างตรงไปตรงมา ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมไม่เกิดขึ้นหากผู้ชมหนังยึดติดและอินไปกับภาพและอารมณ์ตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง หากแต่จะเกิดเมื่อผู้ชมถอยออกห่างจากหนัง และเฝ้ามองเงียบๆ หลังกระจกที่มองผ่านด้านเดียว แล้วใช้เวลาคิดชั่วครู่หนึ่ง</p>
<p>ในช่วงท้ายของหนัง ความสัมพันธ์ต่างๆ เริ่มมีความหมาย และเริ่มเข้าใจได้ ณ จุดนั้นเองที่ทำให้ภาวะการไหลเวียนของเรื่องราว และอารมณ์ระหว่างตัวละครเริ่มชัดขึ้น</p>
<p>แต่จะทำให้เด่นชัดยังไงนั้น ข้าพเจ้าไม่ต้องการรบกวนความสนุกของหน้าที่ &#8220;พนักงานศุลกากร&#8221; ของแต่ละคน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=621</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดราม่าวิจักษณ์: ข้อคิดเห็นบางประการต่อกรณีคุณคานทอง และคุณขุนกำแหง</title>
		<link>http://www.a-random.net/wordpress/?p=609</link>
		<comments>http://www.a-random.net/wordpress/?p=609#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Mar 2010 23:40:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mgaston</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facts/Ideas]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.a-random.net/wordpress/?p=609</guid>
		<description><![CDATA[ปรกติแล้ว เรื่องคนทะเลาะกันในเน็ตไม่ควรจะเป็นประเด็นซับซ้อนมากนัก และส่วนใหญ่จะออกไปในแนวทางไร้สาระแต่อ่านสนุกดูดเวลาทำงานทำการมากกว่า แต่เรื่องคนทะเลาะเรื่องหนึ่ง [ลิงค์] กลับมีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่แฝงความซับซ้อนไว้อย่างไม่น่าเชื่อ จนข้าพเจ้าไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อีก ดราม่าเรื่องนี้เริ่มจากคนตั้งกระทู้โพสคลิปการทำงานของทหารภาคใต้ เพื่อชักชวนให้วัยรุ่นสนใจทำงานทหารมากขึ้น แต่มีคนหนึ่งแย้งทัศนคติของคนตั้งกระทู้อย่างฉับพลัน อ้างว่าการส่งทหารไปรบเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทางที่ดีต้องทำให้ไม่เกิดความรุนแรง จึงไม่ควรให้มีทหาร และส่งโจรไปโรงพยาบาลศรีธัญญาแทน ข้อถกเถียงนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับลัทธิสันติภาพ (Pacifism) การตอบโต้ระหว่างเจ้าของกระทู้และผู้คัดค้าน ทำให้เห็นประเด็นสำคัญว่าด้วยเนื้อหา จุดอ่อน และข้อต่อสู้ของประเด็นต่างๆ ในลัทธินี้ 1. ว่าด้วยจุดยืนของผู้คัดค้าน (คุณคานทอง) จากความคิดที่ 3 คุณคานทองออกตัวว่าเกลียดความรุนแรง และรักสงบ และดูเหมือนว่าจะต้านความรุนแรงในทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่ความรุนแรงที่เกิดจากการปกป้องชีวิตพลเรือน แนวคิดต่อต้านความรุนแรงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของลัทธิสันติภาพทุกสำนัก และสามารถสืบย้อนที่มาได้จากคำสอนทางศาสนาเช่น ศาสนาพุทธ (อหิงสา) ศาสนาคริสต์ (บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข [มัทธิว: 5]) แต่ไม่ใช่ลัทธิสันติภาพทุกสำนัก ที่จะถือเคร่งครัดว่าการก่อความรุนแรงทุกกรณีเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะ ลัทธิสันติภาพบางสำนัก ก็สนับสนุนการใช้ความรุนแรงถ้าการใช้ความรุนแรงนั้นมีกระบวนการโดยชอบ และ/หรือ จะนำไปสู่ผลที่ชอบธรรม ตัวอย่างเช่น ไอน์สไตน์สนับสนุนให้ทำสงครามกับรัฐบาลนาซี โดยที่ยังอ้างว่าตัวเองรักสันติได้ เนื่องจากการก่อสงครามนั้นมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะนำไปสู่ความสันติในระยะยาว คุณคานทองจึงเป็นมีความคิดในกลุ่มลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด (Absolute pacifism) เพราะการพูดถึงทหาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปรกติแล้ว เรื่องคนทะเลาะกันในเน็ตไม่ควรจะเป็นประเด็นซับซ้อนมากนัก และส่วนใหญ่จะออกไปในแนวทางไร้สาระแต่อ่านสนุกดูดเวลาทำงานทำการมากกว่า แต่เรื่องคนทะเลาะเรื่องหนึ่ง <strong>[<a href="http://drama-addict.com/?p=10122" target="_blank">ลิงค์</a>] </strong>กลับมีเนื้อหาที่เรียบง่ายแต่แฝงความซับซ้อนไว้อย่างไม่น่าเชื่อ จนข้าพเจ้าไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้อีก</p>
<p>ดราม่าเรื่องนี้เริ่มจากคนตั้งกระทู้โพสคลิปการทำงานของทหารภาคใต้ เพื่อชักชวนให้วัยรุ่นสนใจทำงานทหารมากขึ้น แต่มีคนหนึ่งแย้งทัศนคติของคนตั้งกระทู้อย่างฉับพลัน อ้างว่าการส่งทหารไปรบเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทางที่ดีต้องทำให้ไม่เกิดความรุนแรง จึงไม่ควรให้มีทหาร และส่งโจรไปโรงพยาบาลศรีธัญญาแทน</p>
<p>ข้อถกเถียงนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ<strong>ลัทธิสันติภาพ (Pacifism)</strong> การตอบโต้ระหว่างเจ้าของกระทู้และผู้คัดค้าน ทำให้เห็นประเด็นสำคัญว่าด้วยเนื้อหา จุดอ่อน และข้อต่อสู้ของประเด็นต่างๆ ในลัทธินี้</p>
<h3>1. ว่าด้วยจุดยืนของผู้คัดค้าน (คุณคานทอง)</h3>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1184.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-610" title="1184" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1184.jpg" alt="" width="436" height="318" /></a></p>
<p>จากความคิดที่ 3 คุณคานทองออกตัวว่าเกลียดความรุนแรง และรักสงบ และดูเหมือนว่าจะต้านความรุนแรงในทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่ความรุนแรงที่เกิดจากการปกป้องชีวิตพลเรือน</p>
<p>แนวคิดต่อต้านความรุนแรงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของลัทธิสันติภาพทุกสำนัก และสามารถสืบย้อนที่มาได้จากคำสอนทางศาสนาเช่น ศาสนาพุทธ (อหิงสา) ศาสนาคริสต์ (บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข [มัทธิว: 5])</p>
<p>แต่ไม่ใช่ลัทธิสันติภาพทุกสำนัก ที่จะถือเคร่งครัดว่าการก่อความรุนแรงทุกกรณีเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะ ลัทธิสันติภาพบางสำนัก ก็สนับสนุนการใช้ความรุนแรงถ้าการใช้ความรุนแรงนั้นมีกระบวนการโดยชอบ และ/หรือ จะนำไปสู่ผลที่ชอบธรรม ตัวอย่างเช่น ไอน์สไตน์สนับสนุนให้ทำสงครามกับรัฐบาลนาซี โดยที่ยังอ้างว่าตัวเองรักสันติได้ เนื่องจากการก่อสงครามนั้นมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะนำไปสู่ความสันติในระยะยาว</p>
<p>คุณคานทองจึงเป็นมีความคิดใน<strong>กลุ่มลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด (Absolute pacifism)</strong> เพราะการพูดถึงทหาร และความรุนแรงในทุกกรณีนั้นจะทำให้เธอหงุดหงิดไม่ชอบใจ</p>
<p>มีข้อกังขาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของจุดยืนของคุณคานทองที่ข้าพเจ้าจะกล่าวข้างล่าง แต่ก่อนอื่น ขอให้ความเห็นบางอย่างเกี่ยวกับตัวความคิดของลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด</p>
<p>Absolute pacifism เป็นความคิดที่หาจุดสนับสนุนได้ยากที่สุดในบรรดาสำนักสันติภาพทั้งหมด เพราะเป็นสภาวะที่ขัดแย้งกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตโดยธรรมชาติ ที่จะอยู่รอดด้วยการอาศัยผลประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนี้สันติภาพในความหมายเคร่งครัด ยังอาจหมายถึงการยอมจำนนต่อการถูกทำร้ายโดยไม่ตอบโต้ในทุกกรณี ซึ่งแม้สภาวะนั้นจะไม่เกิดการต่อสู้ แต่ก็เป็นสภาวะที่ไม่เป็นธรรม (เช่น คนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายโดยโจรใต้โดยรัฐไม่ตอบโต้ทุกกรณี) สันติภาพที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการถูกกระทำฝ่ายเดียว ย่อมเป็นสันติภาพที่ไม่ยั่งยืนและที่สำคัญคือ เป็นสันติภาพที่ไม่กำจัดความรุนแรง เพราะอีกฝ่ายยังใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลาแม้เราจะงดเว้นจากการใช้ความรุนแรงแล้วก็ตาม</p>
<p>กลับมามองที่คุณคานทอง ข้าพเจ้าพบว่าคุณคานทองเองก็ยังสับสนในความหมายของคำว่า &#8220;ความรุนแรง&#8221; ที่ตนเองกำลังต่อต้านอยู่</p>
<p>หากจะตอบว่าสภาวะความรุนแรงคืออะไร ก็ควรเริ่มจากดูนิยามของคำว่า &#8220;สันติภาพ&#8221; เสียก่อน คุณคานทองมองว่าสันติภาพคือสภาวะที่ทุกคนมีจิตใจดี ไม่อยากใช้ความรุนแรง ไม่มีการใช้กำลังทหารทุกกรณี ดังความเห็นต่อไปนี้</p>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1192.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-612" title="1192" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1192.jpg" alt="" width="478" height="223" /></a></p>
<p>นิยามของสันติภาพของคุณคานทอง เป็นนิยามในเชิงงดเว้นการกระทำ เพื่อคงสภาวะความสมดุลไว้  นี่ไม่ใช่นิยามสันติภาพแบบเดียวที่มีอยู่ในวิวาทะลัทธิสันติภาพ ยังมีนิยามสันติภาพเชิงกระทำ (Positive) ที่มุ่งเน้นการใช้สิทธิ-หน้าที่พลเมืองโดยชอบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดสันติในระยะยาว อย่างมหาตมะ คานธี ก็ถือนิยามสันติภาพเชิงกระทำนี้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง</p>
<p>แต่ไม่ว่าอย่างไร ในการวิเคราะห์จุดยืนของคุณคานทอง ข้าพเจ้าขอถือเป็นหลักว่า นิยามของสันติภาพคือภาวะงดเว้นการกระทำ การมีจิตใจดี</p>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1186.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-611" title="1186" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1186.jpg" alt="" width="474" height="247" /></a></p>
<p>มีปัญหาว่า การจับคนร้ายเข้าโรงพยาบาลโรคจิตเป็น &#8220;ความรุนแรง&#8221; ที่คุณคานทองกำลังต่อต้านหรือไม่ เนื่องจากการด่าใครว่าโรคจิต ย่อมเกิดจากการเกลียดชัง ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษยภาพไม่สมดุล การจับโจรใต้ส่งโรงพยาบาลศรีธัญญาให้หมด ก็ย่อมมาจากจิตที่อยากกำจัดบุคคลที่เราไม่ชอบ ให้ออกไปนอกพื้นที่การรับรู้ให้พ้นหูพ้นตา แบบเดียวกับการจับหมาจรจัดให้ไปโรงเชือด หรือสถานที่กักขัง เมื่ออ่านความเห็นที่ 9 แล้ว จึงยากที่เชื่อว่าเป็นความเห็นที่ประสงค์จะไม่ให้เกิดความรุนแรง  ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นความเห็นที่เกิดจากการไม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อต่อผู้ผิด และต้องการกำจัดบุคคลเหล่านั้นให้ออกไปจากพื้นที่ ซึ่งก็คือรูปแบบการก่อความรุนแรงแบบหนึ่งที่มีผลแบบเดียวกับสงคราม คืออีกฝ่ายหายไปจากการรับรู้ของเราทั้งหมด จึงเป็นการใช้ความรุนแรง ถ้ายิ่งเห็นท่าทีที่คุณคานทองโต้ตอบกับเจ้าของกระทู้ในเวลาต่อมาแล้ว ยิ่งทำให้เห็นถึงการกระทำที่รุนแรง ขัดต่อสภาวะความสมดุลทางสัมพันธภาพของมนุษย์ที่คุณคานทองนิยามไว้เป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>ดังนั้น คุณคานทองไม่สามารถบอกได้ว่าตนอยากให้มีสันติภาพ และงดเว้นจากความรุนแรงทุกกรณี เพราะเขาได้แสดงออกแล้วว่า ต้องการให้มีความรุนแรงทางอ้อมในบางกรณี  ดังนั้น ทางแก้ไขของคุณคานทองคือลดความเข้มข้นของจุุดยืนตนเอง เช่น เปลี่ยนเป็นการมองว่าต้องการให้มีสันติภาพ แต่ยอมรับการใช้ความรุนแรงได้ในกรณีที่จะทำให้เกิดผลทางสันติดียิ่งกว่าการไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจรวมถึง การส่งทหารเข้าระงับเหตุฉุกเฉิน ใช้หน่วยจิตวิทยาควบคุมทัศนคติมวลชน เป็นต้น</p>
<p>ก่อนจะวิเคราะห์จุดยืนของอีกฝ่าย ขอพูดถึงความเห็นของคุณคานทองที่สะดุดตาอันนี้ก่อน</p>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1195.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-613" title="1195" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1195.jpg" alt="" width="466" height="172" /></a></p>
<p>ไม่แน่ใจว่าอำนาจในที่นี้คืออำนาจแบบไหน อำนาจรัฐในการบริหาร อำนาจในการออกกฎหมาย หรือเป็นอำนาจบาตรใหญ่ทั่วๆ ไปที่จะสั่งใครก็ได้ แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าขอเดาว่าน่าจะหมายถึงอำนาจรัฐ ที่จะช่วยให้คุณคานทองเรียกทหารกลับ และสั่งให้จับกุมโจรเข้าโรงพยาบาลบ้าได้</p>
<p>น่าสนใจว่าการงดเว้นความรุนแรง (ตามมุมมองของทุกสำนักคิดในลัทธิสันติภาพ) จำเป็นจะต้องใช้อำนาจรัฐหรือไม่ จะพบว่าหลายกรณีเอง อำนาจรัฐไม่จำเป็นในการก่อให้เกิดสันติภาพ เช่น หากมีใครเข้ามาด่าในเวบบอร์ดก็ตอบข้อโต้แย้งดีๆ มีเหตุผล หากทำเช่นนี้กันทุกคนก็จะเกิดสันติภาพในเวบบอร์ดได้ โดยไม่ต้องไปพูดถึงอำนาจรัฐ และในเรื่องของภาคใต้เอง การมีอำนาจถอนกำลังทหารออกไป ก็อาจจะไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงได้ เพราะทัศนคติของคนในพื้นที่ที่ระแวงคนต่างศาสนา ต่างพื้นที่ ต่างหน้าที่ อาจดำรงอยู่ ซึ่งต้องอาศัยกลไกที่เป็นความสมัครใจของผู้ที่ต้องการปรับความเข้าใจ และต้องลดการใช้อำนาจข้างเดียวลง</p>
<h3>2. ว่าด้วยจุดยืนของเจ้าของกระทู้ (คุณขุนกำแหง)</h3>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1187.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-614" title="1187" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1187.jpg" alt="" width="527" height="544" /></a></p>
<p>การระบุประเภทของจุดยืนของเจ้าของกระทู้ ค่อนข้างยากกว่าของคุณคานทอง เพราะท่วงทีของข้อเขียนวนเวียนสลับไปมาระหว่างความคิด 2 อย่างคือ</p>
<p>(1) การสนับสนุนการใช้ความรุนแรงได้ในทุกกรณี โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุอันชอบธรรม และ</p>
<p>(2) มีช่วงหนึ่งที่เจ้าของกระทู้ชี้แจงว่า มีทหารแต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีสงครามก็ได้ และเมื่ออ่านคู่กับความเห็นอันนี้ ที่บอกว่าการมีทหารมีไว้เพื่อเตรียมพร้อมในยามประเทศไม่สงบ เช่นนี้ก็เป็นลัทธิสันติภาพอีกประเภทหนึ่ง ที่เห็นด้วยว่าการใช้ความรุนแรงทำได้เมื่อมีเหตุอันชอบ และทำโดยกระบวนการที่ชอบ ซึ่งสำนักความคิดนี้มีชื่อว่า <strong>Contingent Pacifism</strong></p>
<p>อาจจะมีผู้แย้งว่าการที่ต่างฝ่ายสะสมอาวุธกัน จะเรียกว่าเป็นภาวะสันติภาพได้อย่างไร ข้าพเจ้ามองว่านี่เป็นปัญหาคำนิยาม และคำนิยามสันติภาพของกลุ่มนักคิด นักการเมืองหนึ่ง ก็เห็นด้วยว่า ภาวะสะสมอาวุธแต่ไม่เกิดการต่อสู้กัน ก็ถือว่าเป็นภาวะสันติภาพได้ เพราะยังไม่มีความรุนแรงเชิงกายภาพเกิดขึ้น เป็นสันติภาพที่เกิดจากการตกลงงดเว้นการใช้อาวุธที่ตนครอบครองเพื่อเข้าต่อสู้กัน (Modus Vivendi)</p>
<p>ถ้าข้าพเจ้าจะวิเคราะห์จุดยืนของเจ้าของกระทู้ทั้งสองกรณี คงจะลำบากข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นข้าพเจ้าของดเว้นหน้าที่นั้น และจะวิเคราะห์แยกแต่ละความเห็น เฉพาะประเด็นย่อยๆ แทน ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>(1) ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนักสิทธิ[มนุษยชน]ของเจ้าของกระทู้</strong></p>
<p><a href="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1205.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-615" title="1205" src="http://www.a-random.net/wordpress/wp-content/uploads/2010/03/1205.jpg" alt="" width="518" height="555" /></a></p>
<p><strong>การ</strong><strong>เป็นนักสิทธิมนุษยชนไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้นิยมลัทธิสันติภาพ สำนักเคร่งครัด</strong> แบบคุณคานทอง การส่งกองกำลังทหารเพื่อเข้าสนับสนุนกิจการเชิงสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สงคราม ยืนยันว่านักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานจริง ในสถานการณ์โลก ไม่ได้ถือความคิดของสำนักเคร่งครัด หากแต่ใช้ความคิดของสำนัก Contingent Pacifism อย่างเช่น กรณีสงครามดาร์ฟูร์ การทำงานของนักสิทธิมนุษยชนในการดูแลสวัสดิภาพของคนในพื้นที่อพยพ ต้องกระทำภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังทหาร เป็นต้น</p>
<p>และนักสิทธิมนุษยชน &#8220;ที่ดี&#8221; มักจะไม่มองว่าสันติภาพคือการงดเว้นการกระทำ แต่ควรเป็นการกระทำ ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน (Positive Peace) เช่นวังการี มาร์ไท ที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูป่าไม้ในเคนย่า ท่ามกลางแรงต่อต้านจากรัฐบาล เป็นต้น</p>
<p><strong>(2) ข้อวิจารณ์ลัทธิสันติภาพ</strong></p>
<p>ในความคิดเห็นที่ 44 (ภาพข้างบน) ในช่วง 6 บรรทัดแรก เป็นข้อความที่ออกอาการต่อต้านลัทธิสันติภาพโดยรวมอย่างชัดเจน ก่อนที่ข้อความจะกลับเข้าสู่โหมด Contingent Pacifism อีกรอบในบรรทัดที่ 7</p>
<p>ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นที่นิยมเพื่อใช้ต่อต้านลัทธิสันติภาพโดยทั่วไป ซึ่งขอยกมาไว้ให้เห็นรวมๆ กัน ต่อไปนี้</p>
<p>- ไม่รู้จักเสียสละ ไม่ยอมช่วยเหลือ<br />
- ขี้ขลาด กลัวตัวดำ<br />
- รับประโยชน์จากความรุนแรงจากสงคราม (เช่น มีแผ่นดินอยู่) แล้วไม่ยอมเสียสละ</p>
<p>ส่วนตัว ข้าพเจ้ามองว่าข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นธรรม เพราะลัทธิสันติภาพมีหลากหลายสำนัก และไม่ใช่ทั้งหมดที่จะอยู่เฉย ปฎิเสธความรุนแรงทุกกรณี และกลยุทธ์เชิงสันติอย่างการพัฒนาสาธารณูปโภค การสำรวจสภาวะทางสาธารณสุข ฯลฯ เสียอีกที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว มากกว่าการใช้ความรุนแรง</p>
<p>แต่กรณีนี้ เป็นที่เข้าใจได้ เพราะเจ้าของกระทู้อาจเผลอนำคุณคานทอง เป็นต้นแบบของลัทธิสันติภาพทั้งมวลทั่วโลก และวิจารณ์โดยเหมารวมกัน ทางแก้ไขคือ ต้องแยกแยะและทำความรู้จักลัทธิสันติภาพสำนักต่างๆ และตระหนักว่าผู้ที่ปฎิเสธความรุนแรงไม่ได้เป็นแบบคุณคานทองทุกคน</p>
<p>มีข้อโต้แย้งลัทธิสันติภาพอีกแบบหนึ่งที่ไม่พบในความเห็นของเจ้าของกระทู้ แต่ข้าพเจ้าอยากเขียนเพราะมีแนวโน้มว่าจะมีการใช้ข้อโต้แย้งนี้มาอ้างอยู่เรื่อยๆ นั่นคือความคิดที่ว่าการศึกษาลัทธิสันติภาพเป็นเรื่องไร้สาระเพราะมนุษย์ก็ใช้ความรุนแรงกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว</p>
<p>ข้ออ้างนี้ผิดโดยสิ้นเชิง เ้พราะการศึกษาลัทธิสันติภาพเป็นไปเพื่อกำหนดเป้าหมายที่จะไป เป็นการศึกษาสิ่งที่ควรเป็น ไม่ใช่ศึกษาสิ่งที่กำลังเป็น แบบเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์ศึกษาภาวะตลาดเสรี ที่เป็นไปได้ยากในชีวิตจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่นโยบายต่างๆ ต้องมุ่งไปให้ใกล้เคียงจุดนั้นมากที่สุด</p>
<h3>3. ข้อสังเกตจากวิวาทะ</h3>
<p>จากวิวาทะพบว่า ยังให้ภาพเกี่ยวกับลัทธิสันติภาพไม่ชัดเจนพอ และมักมองว่าต้องคิดแบบสุดโต่ง ถ้าไม่ไปทางสงบสุดๆ ก็ต้องรุนแรงสุดๆ ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างยิ่ง ข้อสังเกตอีกอย่างคือ อัตลักษณ์ของผู้ใช้งานบอร์ดเด็กดี ค่อนข้างชัดเจนคือ ถ้าไม่กุ๊กกิ๊กอ่อนหวาน ก็ต้องแมน มีโวหาร พูดเรื่องทหารและใช้กล่องความคิดเห็นสีน้ำตาล</p>
<p><strong>เครดิต: </strong><em>ขอบคุณเวบดราม่า [drama-addict.com] ที่ตัดรูปกล่องความคิดเห็นมาให้ใช้ประกอบในบทความนี้</em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.a-random.net/wordpress/?feed=rss2&amp;p=609</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
