Category Archives: Buddhism

พุทธศาสนา หลักธรรม

บาปวิพากษ์ 3

ถ้าจะมีนโยบายสาธารณะอะไรที่ทำให้ชีวิตข้าพเจ้าดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ มันก็ต้องเป็นการที่เพิ่มรถเมล์สาย 40 สีเหลืองปรับอากาศวิ่งจากหน้าปากซอย ส่งตรงถึงหน้าคณะที่ข้าพเจ้าเรียน  และถ้ามีนโยบายอะไรที่ห่วยแตกมากๆ ถัดจากนั้น ก็ต้องหนีไม่พ้นการที่รถเมล์สายนี้ติดตั้งทีวีโฆษณาหนวกหู เพื่อไม่ให้ทีวีที่ติดเป็นการโฆษณาโจ่งแจ้งไป จึงมีรายการบางอย่างแทรกเข้ามา หนึ่งในนั้นคือรายการ ‘ธรรมะคลายใจ’ มีท่านว.วชิระเมธี ออกมาตอบคำถามเชิงศาสนาให้คลายใจสบายกาย คำถามที่ว่าก็มี ‘ให้เงินคนอื่นไปทำแท้ง บาปหรือไม่’ ‘เหยียบธรณีประตูบาปไหม’ ‘มีกิ๊ก บาปหรือไม่’ ฯลฯ โครงสร้างคำถามคือ คนถามจะยกพฤติกรรมบางอย่าง และถามว่าบาปหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจคำถามแบบนี้ เพราะไม่แน่ใจว่าคำว่า ‘บาป’ ตรงนี้หมายถึงอะไร ความบาป (sin) ในตะวันตกคือการกระทำที่ฝ่าฝืนหลักศีลธรรม ย่อมได้รับการลงโทษจากสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งในชาตินี้และชาติหน้า แต่ความบาปในพุทธศาสนาย่อมไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น เพราะศาสนาพุทธในขึ้นพื้นฐานคืออเทวนิยม คือไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิให้บูชา จึงไม่มีองค์กรใดที่จะลงโทษผู้กระทำบาปในศาสนาพุทธได้ ส่วนเรื่องภพชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยืนยันในศาสนาพุทธ หากแต่ตกเป็น ‘อจินไตย’ คือ เป็นคำถามที่ถามไปก็ตอบไม่ได้ ไม่ประโยชน์ สรุปได้ว่า ศาสนาพุทธไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความบาป แต่มโนทัศน์ที่ศาสนาพุทธเน้นแทนคือเรื่องกรรม หมายถึง ความเป็นเหตุของการกระทำ และผลของการกระทำนั้น  ความไม่สมดุลในชีวิตปัจจุบัน เป็นผลจากการกระทำในอดีต ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิใดลงโทษ ไม่เกี่ยวอะไรกับความไม่เป็นมงคล ดังนั้น แทนที่จะเป็นเรื่องบาปไม่บาป การพูดถึงการกระทำในกรอบของพุทธศาสนา [...]

ห้วงคำนึง 0

ความคิดห้วงที่หนึ่ง ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเตรียมตัวออกไปข้างนอกเพื่อไปพบบุคคลอื่นใด นั้นคือเวลาที่อาการอาเจียนวิงเวียนจะก่อขึ้นในท้อง ก่อนที่พลังแห่งความปั่นป่วนจะแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ข้าพเจ้าไม่แน่ใจสาเหตุของอาการนี้ จนเมื่อค้นพบว่าแท้ที่จริงข้าพเจ้าคือคนที่กลัวการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ที่เรียกร้องการโต้ตอบกับสิ่งรอบข้าง ความกังวลนั้นมักเหนี่ยวรั้งการโต้ตอบของข้าพเจ้า จนกว่าที่จะกระจ่างแจ้งว่าข้าพเจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์หนึ่ง สถานการณ์นั้นก็กลับคลี่คลายล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทุกอย่างที่มั่นใจคือสิ่งที่ล้วนช้าเกินไปทั้งสิ้น การนิ่งเฉยในสถานการณ์ที่ต้องการการโต้ตอบ คือความล้มเหลวแห่งการสื่อสารอย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย ความคิดห้วงที่สอง อัตชีวประวัติของคาร์ล ยุงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าจิตวิญญาณของวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ต้องเริ่มจากสังเกตปรากฎการณ์และข้อเท็จจริง และต้องพร้อมน้อมรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และพยายามหาทางอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ประสบการณ์ที่ว่าต้องรวมถึงเรื่องที่คนทั่วไปมองว่าลี้ลับอย่างปรากฎการณ์ของจิต จิตใจ้สำนึกส่วนรวม ลางสังหรณ์ การสื่อสารกับจิตวิญญาณแห่งบรรพชน การสื่อสารกับผู้วายชนม์ในความฝันด้วย  คาร์ล ยุงเหยียดหยามผู้ที่เพิกเฉยประสบการณ์ที่จริงแท้เหล่านี้ ว่าเป็นสำนักคิดวิตถุนิยมแบบตื้นเขิน ที่จำกัดความคิดของตนให้อยู่แต่เฉพาะชุดภาษา ความเข้าใจที่คุ้นเคยดีอยู่แล้ว เหนือกว่าระบบเหตุผลที่กำลังควบคุมโลกทางกายภาพ ย่อมมีระบบอีกชุดหนึ่งที่ควบคุมปรากฎการณ์ทางจิตของมนุษย์อยู่ เป็นระบบที่ยังไม่ถูกค้นพบ ทำให้กระจ่างแจ้ง แต่จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วในแวดวงการวิจัย ก็ยืนยันได้ว่าระบบอีกชุดนั้นมีอยู่ แต่การเพิกเฉยข้อเท็จจริง ด้วยความเข้าใจว่าเป็นเรื่องไร้สาระไม่มีมูล พร้อมเรียกร้องขอหลักฐานต่างๆ นานาโดยไม่เริ่มต้นใช้ประสบการณ์ของตัวเองตรวจสอบเลย เช่นนี้ย่อมเป็นอาการของอคติเข้าครอบงำ และห่างไกลจากความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง ความคิดห้วงที่สาม ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้เขียนบลอกนี้ และในบลอกใหม่ในเวบนิตยสารของฟิ้ว (fuse.in.th) มากขึ้น และเสียใจที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ facebook มากเกินไปตลอดสิ้นปีที่แล้ว ความคิดห้วงที่สี่ ต่อไปนี้คือภาพเคลื่อนไหวที่ข้าพเจ้าไม่ได้บันทึกไว้: แม้เป็นเวลากลางคืน แต่หาดทราบแห่งหนึ่งก็กลับสว่างไปด้วยแสงจันทร์ของพระจันทร์เต็มดวง [...]

พระหรรษาทานของคาร์ล ยุงและข้าพเจ้า 2

ช่วงนี้ข้าพเจ้ากำลังพยายามอ่านชีวประวัติของคาร์ล ยุง ข้าพเจ้าอ่านไปได้ถึงช่วงชีวิตวัยเรียนในมหาวิทยาลัยของนักจิตวิทยาผู้นี้ นอกจากจะเป็นเรื่องความรอบรู้เกินวัยของเขา ที่ทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจ แต่เรื่องที่แปลกใจแก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่าคือ ครึ่งหนึ่งของหน้ากระดาษที่บรรยายชีวิตวันเด็กของเขา กลับอุทิศให้กับประสบการณ์ที่เขามีต่อพระเจ้า คาร์ล ยุงในอายุไม่ถึง 10 ขวบผู้เป็นบุตรของบาทหลวง ครุ่นคิดถึงพระหรรษาทานที่พระเจ้ามอบให้กับเขาในห้วงความคิดหนึ่ง พร้อมวิพากษ์วิจารณ์พิธี การเรียนการสอนของคริสตจักรว่าฉาบฉวยและไม่อาจทำให้ผู้เข้ารีตศาสนาได้สัมผัสกับพระหรรษาทานนั้นอย่างแท้จริง ต่อมา คาร์ล ยุงในอายุประมาณ 20 ในขณะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ก็วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดวัตถุนิยมแบบวิทยาศาสตร์ และเทววิทยาสมัยใหม่กับนักศึกษาเทววิทยาอย่างเผ็ดร้อน ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้น่าแปลกใจคือทำไมคาร์ล ยุงจึงจริงจังและครุ่นคิดกับประสบการณ์เหนือผัสสะ ประสบการ์เชิงศาสนาตั้งแต่เด็ก หรือจะพูดให้ในภาพกว้างกว่านี้ ทำไมเรื่องศาสนาจึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ในภูมิศาสตร์ทางความคิดของชาวยุโรป ข้าพเจ้าพอจำได้ว่าตอนที่ข้าพเจ้าอายุ 10 ขวบ ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงเรื่องศาสนาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย ตอนประถมข้าพเจ้าจำได้ว่ามีวิชาที่ชื่อว่าวิชา “จริยธรรม” สอนโดยอาจารย์พละคนหนึ่ง รูปแบบการสอนก็ล้วนเดิมๆ: เข้าไปในห้องพระประจำโรงเรียน กราบพระ กล่าวบทสวด นั่งพับเพียบเอาสมุดมาจดเลกเชอร์ของครู เนื้อหาให้เลกเชอร์เช่น พรหมวิหาร 4 มี 1 2 3 4, ต้นเหตุความทุกข์คือความอยาก, ควรมีความอ่อนโยนต่อข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ เป็นวิชาที่ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยสาเหตุเดียวคือ เป็นวิชาเดียวที่ครูจะไม่เรียกนักเรียนให้ออกไปตอบคำถามที่ตอบไม่ได้แล้วโดนทำโทษ ส่วนเรื่องเนื้อหานั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่ใจเลย และหลายครั้งก็ไม่ได้จดตามเลกเชอร์ [...]