การถามคำถามโดยทั่วไปย่อมเป็นพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความใคร่รู้ สอบทาน เป็นพฤติกรรมที่นักปราชญ์พึงกระทำ แต่ปรากฎว่ามีคำถามอยู่ชุดหนึ่งที่พระพุทธเจ้ามองว่าไม่ควรคิด หากคิดไปแล้วจะเป็นส่วนหนึ่งของความบ้า เป็นคำถามที่เกี่ยวกับอจินไตย 4
หนึ่งในอจินไตย 4 คือโลกจินไตย ซึ่งเป็นคำถามว่าโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงคำถามอื่นๆ ที่ว่าด้วยธรรมชาติอันเป็นพื้นฐานของเรื่องทางโลก
ความคิดนีขัดแย้งอย่างรุนแรงกับกลุ่มนักปรัชญาตะวันตกสมัยแรกๆ ที่พยายามถามคำถามทำนองเดีัยวกันอย่างเช่น พระเจ้่ามีจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีจริงชีวิตจะกำเนิดขึ้นได้อย่างไร ชีวิตคืออะไร เหล่านี้เป็นคำถามที่ว่าด้วยธรรมชาติอันแท้จริงของสรรพสิ่ง อยู่ในแขนงวิชาอภิปรัชญา (metaphysics)
การที่พระพุทธเจ้าออกมาพร่ำสอนเรื่องอจินไตยย่อมมีนัยว่า อจินไตยนั้นแท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญหรือเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์โดยตรง ต่างจากเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยตรง
ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้ว่ามีวิวัฒนาการทางความคิดเช่นนี้ในปรัชญาตะวันตกเช่นกัน กล่าวคือในยุคแรกๆ ปรัชญากลายเป็นการถามคำถามในเรื่องที่ดูเหมือนไกลตัว จับต้องไม่ได้ เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่ แต่ปรัชญาตะวันตกยุคใหม่ก็ดูเหมือนจะถอยห่างจากเรื่องเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jean-Paul Sartre ที่เนักคิดคนสำคัญของแนวคิดอัตถิภาวะนิยมก็บอกอย่างชัดเจนว่า เวลาของมนุษย์มีน้อย ต้องใช้เวลานั้นไปคิดเรื่องที่สำคัญกับมนุษย์มากกว่า และสิ่งที่มีคุณค่าที่ว่าก็ไม่ใช่เรื่องพระเจ้าหรือจักรวาล หากแต่เป็นเรื่องของความไร้แก่นสารของความเป็นมนุษย์
ข้าพเจ้ายังมองเห็นวิธีคิดที่แตกต่างกันระหว่างค่าย 2 ค่ายข้างต้น นั่นคือหากเป็นฝั่งของอภิปรัชญา มักจะเริ่มเสาะหาความรุ้ด้วยวิธีวิเคราะห์จากพื้นฐาน นั่คือหากจะศึกษาเรื่องชีวิต ก็ต้องเริ่มจากการถามหาึคุณสมบัติตายตัวของชีวิต ว่ามีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง แต่ในฝั่งของพระพุทธเจ้านั้นจะไม่เริ่มด้วยการถามว่าในชีวิตมีองค์ประกอบอะไำร หากแต่เริ่มเสาะหาความรู้จากสิ่งที่้เกิดขึ้นจริงในขณะนั้นกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ซึ่งส่งผลให้ไปพบกับสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคิดที่ว่าชีวิตมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และเมื่อจะศึกษาเรื่องความทุกข์เอง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เริ่มจากการให้คำนิยามความทุกข์ที่ชัดเจน ในงานเขียนเชิงพระพุทธศาสนาหลายสำนักเองก็ดูมีความคลุมเครืออยู่มาก เพราะแม้แต่สิ่งที่อาจเข้าใจได้ว่าเป็นความสุข เช่น ความสุขรู้สึกดีที่ได้สวดมนต์ ความสุขรู้สึกดีที่ได้ทำบุญตักบาตร ท้ายที่สุดก็ยังอยู่ในขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ได้ ถ้ายิ่งไปพิจารณาคำว่า ธรรม เอง ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยให้คำนิยามว่า ธรรม มีิงค์ประกอบอะไร และในหลายสำนักเช่น ศาสนาเซน ก็ดูจะต่อต้านการให้คำนิยามของคำๆ นี้โดยผ่านการใช้ภาษาอย่างมากการจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้จึงมีทางเดียวคือกระโจนเข้าไปหาจริงๆ และเสาะหาความรู้จากสิ่งที่ประสบพบเจอ
การหาความรู้แบบฝั่งอภิปรัชญาจึงน่าเป็น Analytical-based ในขณะที่การหาความรู้แบบ Satre ก็ดี แบบพุทธศาสนาก็ดี น่าจะเป็นผลมาจากวิธีเชิง Phenomenon-based
Tagged: Buddhism
Published:
July 2, 2009 – 4:47 pm
Author:
By mgaston
Categories:
Comments:
เมื่อวานบังเอิญได้ไปอ่านบทความในประชาไทที่พาดพิงถึงเอกสารประกอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมที่ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เก่า โดยในเนื้อหาชี้แจงว่ามีข้อเท็จจริงที่ฉายภาพข้างเดียวในช่วงที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2005-ปัจจุบัน เหตุการณ์เหล่านั้นเช่น การสลายกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลา การสลายกลุ่มนปช.เมื่อวันที่ 13 เมษา เป็นต้น การฉายภาพข้างเดียวที่ถูกกล่าวอ้างเช่น การอธิบายว่าการสลายการชุมนุมตอนวันสงกรานต์เป็นการใช้กระสุนกระดาษทั้งที่ปรากฎวิดีโอในอินเตอร์เนตว่ามีการใช้กระสุนจริง การกล่าวถึงการปิดกั้นสื่อในช่วงนายกทักษิณ โดยไม่กล่าวถึงการปิดกั้นสื่อในช่วงนายกอภิสิทธิ์ เป็นต้น หลังจากกวาดสายตาอ่านบทความดังกล่าวแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าต้องการเขียนถึงบทบาทของการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในภาพรวม
ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ในฐานะของวิชาที่ชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ใดๆ ในบทความที่ประชาไทที่นำเสนอว่า ตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ควรบรรจุผลการชันสูตรศพของผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตลงไปในเนื้อหาด้วยเพื่อความบริสุทธิ์ใจนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าทำเช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ควรละเลยที่จะบรรจุผลการชันสูตรศพของพระศรีสุริโยทัย พระนเรศวรมหาราช ฯลฯ ด้วย ซึ่งแต่ละเคสก็มีข้อถกเถียงมากมายว่าการสวรรณคตนั้นเป็นไปตามพงศาวดารจริงหรือไม่ นอกจากนี้ถ้าย้อนไปในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์ก็จะพบความไม่ยุติ หรือไม่ลงรอยในข้อเท็จจริง เช่นตำนานของพระเจ้าอู่ทองที่ว่ากันว่ามี 5 เวอร์ชั่นให้เลือกสรรค์ ตั้งแต่เรื่องที่ว่าเป็นลูกคนจีน จนกระทั่งเกิดมาจากพระอาทิตย์สรวงสวรรค์ และที่ดูจะถกเถียงกันมาก และที่ต้องการข้อพิสูจน์หลักฐานอย่างเร่งด่วนเพื่อความบริสุทธิ์ใจ คือการกำเนิดของอักษรไทยและอารยธรรมไทย ว่าเริ่มต้นที่การค้าเสรี WTO ในน้ำมีปลาในนามีข้าวจริงหรือไม่
เห็นได้ว่าถ้าวิชาประวัติศาสตร์มุ่งไปที่การชี้แจงข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดก็ต้องลงเอยด้วยการต้องมีหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจมาประกอบทั้งสิ้น ส่วนผู้เรียนเองเมื่อเห็นหลักฐานที่แสดงความบริสุทธิ์ใจนั้นแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยึดถือข้อเท็จจริงนั้นเป็นสรณะ จนกว่าจะมีคนแสดงหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจอีกอย่างหนึ่งที่น่าเชื่อถือกว่า เช่นนี้จะเห็นได้ว่าผู้เรียนวิชาประวัติศาสตร์ตกอยู่ในสภาพเหมือนเด็กอมมือ ที่ต้องมองพ่อแม่ตบตีกันเรื่องการค้นหาหลักฐานเพื่อความบริสุทธิ์ใจ ใครกระทืบอีกฝ่ายได้สำเร็จก็มีโอกาสไปยัดข้อเท็จจริงใส่ปากเด็ก นี่ไม่น่าจะเป็นบทบาทของวิชาประวัติศาสตร์
ข้าพเจ้าเห็นว่าในองค์ความรู้ของวิชาประวัติศาสตร์ประกอบด้วย 3 ประการคือ (1) เทคนิกการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (2) ผลสรุปในอดีตเกี่ยวกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (3) บทบาทของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ต่อสังคม
การศึกษาไม่ควรเน้นไปที่องค์ความรู้ในเรื่องที่ (2) มากเกินไป แต่ควรเน้นไปที่องค์ความรู้ในส่วนที่ (1) และ (3) เช่น การศึกษาประวัติศาสตร์พระเจ้าอู่ทอง สาระสำคัญไม่ควรอยู่ที่ว่าสรุปแล้วพระเจ้าอู่ทองมาจากไหน แต่ควรอยู่ที่คำถามว่าทำไมจึงเชื่อเช่นนั้น มีกระบวนการรวบรวมหลักฐานอย่างไร เอกสารอะไรบ้างที่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ และในส่วนของประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ก็ยิ่งเป็นโอกาสดีที่จะนำทฤษฎีการรวบรวมหลักฐานเหล่านั้นมาประกอบเรื่องราว และควรสนับสนุนให้ผู้เรียนแต่คนลองประกอบเรื่องราวด้วยหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ต่างๆ เอง อย่างในกรณีนี้เอง แทนที่จะเขียนเชิงสอนสั่งว่ารัฐบาลใช้กระสุนกระดาษ หรือจะเขียนว่ารัฐบาลใช้ M16 ซึ่งไม่ว่าจะเขียนอย่างไร ข้าพเจ้าก็เชื่ออย่างหนักแน่นว่าต้องมีคนท้วงติง ก็เปลี่ยนเป็นการประยุกต์เทคนิกการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่ออธิบายเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองแทน โดยผู้เรียนจะต้องกระโจนเข้าไปหาแหล่งข้อมูลมากมายที่มีระดับความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน และหยิบยกมาประกอบเรื่องราวอย่างมีหลักมีการตามเทคนิกทางการสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่นนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีประโยชน์กว่าการมานั่งเรียนว่ารัฐบาลใช้กระสุนอะไรสลายผู้ชุมนุม ในมิติของผลทางสังคมที่เกิดจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็เป็นประเด็นน่าศึกษาว่า ประวัติศาสตร์ในหลายสมัยถูกนำมาหยิบยกเพื่อเป้าประสงค์หลายๆ อย่าง เช่น สร้างชาติ ปลุกระดมสำนึกทางวัฒนธรรม หากเรามองข้ามมิติเชิงอำนาจของประวัติศาสตร์เหล่านี้ไป จะเป็นการพลาดโอกาสที่จะเห็นองคภาวะของประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในจิตสำนึกของสังคมไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลข้างเดียวในเอกสารการสอนประวัติศาสตร์ในเรื่องเหตุการณ์ในปัจจุบันของไทย รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลข้างเดียวตั้งแต่เริ่มยุคประวัติศาสตร์ของไทยเป็นต้นมานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ายังไม่เป็นปัญหาเท่ากับการมองบทบาทของประวัติศาสตร์อย่างแคบๆ ว่าเป็นการป้อนข้อเท็จจริงให้ผู้เรียนจดจำ ทั้งที่ในภาพรวมแล้ว ประวัติศาสตร์ควรลงจุดเน้นไปยังวิธีการ (methodology) ของการสรุปข้อเท็จจริง รวมถึงบทบาทของการใช้ข้อสรุปเชิงประวัติศาสตร์ในอดีตมาสร้างอำนาจในสังคม
Tagged: history
Published:
June 30, 2009 – 3:05 pm
Author:
By mgaston
Categories:
Comments:
ชอตแรกปรากฎรองเท้าสีเหลืองของน้ำชากำลังเดินอยู่ ซึ่งต่อมาก็ตัดต่อมาที่ภาพ full shot ที่เผยภายหลังว่าน้ำชากำลังเดินหน้าแผงขายผลิตภัณฑ์นมโค ที่เต็มไปด้วยผู้หญิงที่กำลังซื้อสินค้า ชอตต่อมาส่งไปที่ภาพ medium shot ของผู้ชายชุดดำที่ยืนหน้าร้านขายผลิตภัณฑ์เนื้อ ชอตต่อมาทำหน้าที่เชื่อมโลกของชั้นขายนมและเนื้อเข้าด้วยกัน โดยให้ผู้ชายคนหนึ่งทะลุมาเต้นข้างน้ำชา และเปิดเผยผู้ชายชุดดำทางด้านหลัง ที่ชัดเจนว่ากำลังมองน้าชาเดินเล่นอยู่ ก่อนจะปิดซีเควนซ์ด้วยการที่น้ำชาวิ่งไปแย่งไมค์จากมาสคอทรูปหมีเพื่อร้องเพลงรักแท้ยังไง ซึ่งเริ่มที่เนื้อร้อง “รักเอย…”
กระบวนภาพเคลื่อนไหวในช่วง intro ของเพลง ค่อนข้างวางกรอบกระบวนทัศน์เกี่ยวกับความรักที่กำลังจะถูกพูดถึงในมิวสิกวิดีโอนี้อย่างชัดเจนแล้ว นั่นคืิอการมองความรักเปรียบเสมือนสินค้าที่เลือกหาในซุปเปอร์มาร์เกต โดยต่างฝ่ายต่างแลกของที่น่าพึงพอใจในตลาดแห่งนี้โดยฝ่ายหญิงขายผลิตภัณฑ์นมโค ฝ่ายชายขายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ส่วนการเข้ามาแย่งไมโครโฟนจากมาสคอทรูปหมีก็มีนัยยะที่บ่งบอกถึงการเอาเรื่องความรักออกจากมายาคติของความหวานแหววอ่อนโยนห่วงใย แล้วหันมาเพ่งพิจารณาอย่างจริงจังถึงบทบาทความรักในฐานะของการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดที่ต่างฝ่ายต่างต้องการสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามมีแทน
ชอตต่อมาตัดเข้าสู่แผนกขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีผู้ชายเฝ้าดูแลอยู่ และต่อมาก็ปรากฎว่าภาพของน้ำชาที่กำลังร้องเพลงก็ปรากฎบนหน้าจอของโทรทัศน์ทุกเครื่อง และตัดไปตัดมาระหว่างภาพน้ำชาร้องเพลงที่หน้าชั้น reception กับในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนจะเข้ามาสู่ฉากท่อนฮุคที่ร้องว่า รักแท้นั้นคืออะไร ตับ ไต ไส้ พุง หรือรักกางเกงที่นุ่ง ก็ดูสวยดี… ซึ่งเป็นการเต้นระหว่างชั้นขายนม และชั้นขายอาหารแช่แข็ง ด้านหลังมีแดนเซอร์ที่แต่งตัวเป็นพนักงานเต้นไปมา
ฉากแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถตีความได้ว่าน้ำชาเป็นคนมีเสน่ห์มีพลังไฟฟ้าดึงดูด ซึ่งหากอธิบายเช่นนี้ก็สามารถทำให้ประเด็นที่ว่าทำไมอยู่ดีๆ น้ำชาถึงไปปรากฎอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ได้ นั่นคือ มีจิตไฟฟ้าควบคุมพลังงานแม่เหล็กได้เหมือนผีในหนังเรื่อง The Ring แต่หากมองฉากนี้ใหม่จะพบว่าน่าจะเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าได้เช่นกัน ซึ่งในที่นี้ผู้ชายขายสินค้าประเภทเทคโนโลยีไฟฟ้า ส่วนภาพของน้ำชาซึ่งเป็น close-up shot ที่ปรากฎบนจอโทรทัศน์ก็บ่งบอกถึงการขายหน้าตา ข้อน่าสังเกตคือเทคโยโลยีที่ผู้ชายทำการขายก็ไม่วิเศษวิโสแต่อย่างใด ตัวผู้ชายในมิวสิกวิดีโอเองก็เป็นคนขายสินค้าเฉยๆ จุดนี้น่าบ่งบอกว่าน้ำชาชื่นชอบผู้ชายที่มีความสนใจในเทคโนโลยีในขั้นกลางๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นถึงขั้นโปรแกรมเมอร์ หรือคนประดิษฐ์ที่วิเศษวิโส ซึ่งก็น่าจะสะท้อนสภาวะสำคัญของตลาดความรักแห่งนี้ ที่มีแต่สินค้าในระดับกลางๆ เท่านั้นที่ซื้อง่ายขายคล่อง เพราะหากเป็นตลาดระดับสูงหรือต่ำเกินไป การซื้อขายก็อาจจะเบาบางลง
พอมาถึงท่อนฮุค ก็ดูเหมือนตอบคอนเซปต์ของมิวสิกวิดีโอนี้ได้ดียิ่งขึ้นนั่น เพราะสิ่งที่น้ำชาคิดถึงเกี่ยวกับความรักเป็นอย่างแรก นั่นคือ ตับ ไต ไส้ พุง ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายในชั้นขายเนื้อที่ปรากฎในซีเควนซ์แรก และสิ่งที่ตามมาก็หนีไม่พ้นสินค้าต่างๆ คือ กางเกง รถยนต์ เงิน
ฉากต่อๆ มา คือภาพของน้ำชาที่ดูจะเพลิดเพลินกับการนั่งรถเล่นในซุปเปอร์มาร์เกต และที่พลาดไม่ได้คือชอตที่น้ำชาขึ้นไปเต้นบนแคชเชียร์ แล้วเอาเครื่องยิงบาร์โค้ตมายิงใส่ตัวเอง ซึ่งยิ่งขันนอตความหมายของการทำให้เป็นสินค้าซึ่งเนื้อตัวร่างกายผ่านกระบวนการความรักให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
เมื่อจบมิวสิกวิดีโอก็ไม่ปรากฎว่าน้ำชาเดินควงแขนใครออกไปจาก ณ ซุปเปอร์เกตแห่งนี้ แต่อันที่จริงจากดังกล่าวก็ไม่จำเป็น เพราะหัวใจของความรักในกรอบความคิดของมิวสิกวิดีโอนี้คือการแลกเปลี่ยนในฐานะสินค้าในตลาดอย่างหนึ่ง และสถานการณ์นั้นได้เกิดขึ้นไปแล้วผ่านฉากการเต้นบนแคชเชียร์
Published:
June 21, 2009 – 7:28 pm
Author:
By mgaston
Categories:
Comments:
การแก้แค้นด้วยความรุนแรงชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่?
ข้อมูลเบื้องต้นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้คือ มนุษย์มีธรรมชาติคือสามารถคิดแค้นได้ และมีแนวโน้มโดยธรรมชาติที่จะใช้ความรุนแรงตอบโต้สิ่งที่ทำให้ตนไม่ชอบใจ ข้อนี้มีสิ่งสนับสนุนคือพฤติกรรมการชมละคร หรือภาพยนตร์ ที่หากตัวเอกสามารถแก้แค้นตัวร้ายได้สำเร็จตอนท้ายเรื่อง ผู้ชมย่อมเกิดความพึงใจมากกว่าจะนั่งชมความสำเร็จของตัวร้ายที่ไม่ได้รับผลร้ายตอบแทนให้สาสมกับความชั่วของตนเอง ภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กเรื่องหนึ่งทดลองเรื่องนี้โดยกำหนดให้ตอนจบของเรื่องเป็นว่า เด็กที่รังแกตัวเอกอยู่บ่อยๆ ถูกแวมไพร์ที่เป็นเพื่อนกับตัวเอกกัด ฉีกแขนฉีกคอตายจมกองเลือด ซึ่งทำให้ผู้ชมหลายคนมาให้ความเห็นว่าเป็นการจบที่ “อิ่มใจ” ทั้งที่หากพิจารณาดูแล้ว สัดส่วนของเคราะห์กรรมที่ตัวร้ายได้รับ ค่อนข้างท่วมท้นเคราะห์กรรมของตัวเอกเอง
เพียงแต่มีข้อเท็จจริงเช่นว่า ก็ยังไม่ทำให้การแก้แค้นชอบด้วยจริยธรรมไปได้ เพราะหากพิจารณาโมเดลการแก้แค้นตามระบบสัญชาตญาณแล้วจะพบว่าเปิดโอกาสให้มีความรุนแรงส่วนเกินขึ้นทุกๆ ครั้งที่มีการแก้แค้น ความรุนแรงส่วนเกินเหล่านี้จะถูกนับเป็นการก่อทุรกรรมครั้งใหม่ ที่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับอีกฝ่ายในการแก้แค้กลับได้ ตัวอย่างเช่น สมมุติให้โมเดลการแก้แค้นแบบธรรมชาติมีความชอบธรรม A หยิกหู B B แก้แค้นโดยตบหน้า และชกจมูก A ความรุนแรงส่วนที่เกินมาจากการหยิกหู จะถูกนับเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ที่โผล่ขึ้นมา A จึงมีความชอบธรรมที่จะแก้แค้นกลับสำหรับการกระทำส่วนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น เอามีดแทงท้อง ผลักตกตึก เป็นต้น จึงเห็นว่าโมเดลนี้ไม่ทำให้เกิดสังคมอารยะ (ต้องตกลงเบื้องต้นว่าสังคมอารยะเป็นจุดมุ่งหมายของการแก้ไขปัญหานี้ เพราะถ้าเราไม่สนใจเรื่องสังคมอารยะแล้ว จะไม่มีคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของการแก้แค้นมาตั้งแต่ต้น)
ถ้าข้อเสนอข้างต้นมีปัญหา เราลองเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ว่าถ้าเป็นการแก้แค้นที่สมกันกับกรรมชั่วของอีกฝ่าย เช่นนี้จะใช้ได้หรือไม่ การแก้แค้นแบบนี้จะไม่มีความรุนแรนส่วนล้ำ และจะไม่มีปัญหาเรื่องการแก้แค้นกลับไปมาไม่รู้จบใช่หรือไม่ เช่น หากถูกชกจมูก ต้องแก้แค้นกลับด้วยการชกจมูก เป็นต้น ข้อคำนึงเบื้องต้นคือ ค่อนข้างยากที่จะกำหนดการแก้แค้นที่เท่าเทียมกันในบุคคลต่างๆ เพราะแต่ละคนก็มีสภาพร่างกายและจิตใจต่างกันไป อะไรที่พอทนได้ พอรับได้สำหรับคนหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องทนไม่ได้สำหรับอีกคนก็ได้ เช่น A ชกจมูก B โดยจมูก B ไม่โด่งนัก เลยไม่เจ็บ แต่ B ชกจมูก A และจมูก A ก็ค่อนข้างโด่งจึงเกิดความเจ็บมากกว่าปรกติ จึงกลายเป็นว่าเกิดความรุนแรงส่วนเกินอีก และข้อสังเกตอีกประการคือ ถ้าเราลองรื้อความคิดทั้งหมดแล้วตั้งต้นกันที่ว่า มนุษย์มีความแค้นต่อสิ่งที่ทำให้ตนไม่พอใจ ก็จะพบว่าไม่ว่าจะเป็นการแก้แค้นที่สมกับความทุกข์ยาก หรือเกินกว่าความทุกข์ยาก ก็ย่อมจบลงที่ความไม่พอใจของอีกฝ่ายทั้งสิ้น และคนที่ได้รับการตอบโต้ก็จะเกิดความแค้นต่อไป และจะเป็นฐานของความชอบธรรมในการก่อความรุนแรงซ้ำไปซ้ำมา จนไม่สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของการเป็นสังคมอารยะได้
นั่นหมายความว่าการแก้แค้น (ซึ่งมีความหมายถึงการใช้ความรุนแรง) เป็นเรื่องต้องห้ามในทุกกรณี เพราะจะทำให้ไม่เกิดสังคมอารยะ
แต่ข้อน่าสังเกตสำหรับการปฎิบัติในปัจจุบันคือ การแก้แค้นยังแฝงอยู่ในหลายๆ พฤติกรรมทางสังคมเช่น การจับคนทำผิดไปเข้าคุก การเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ล้ำเกินความเสียหายที่แท้จริงมาก ซึ่งแม้ในหลักการจะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูพฤติกรรม การป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ แต่ในความเข้าใจของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจของคนเรียกร้องให้ดำเนินคดี นั่นคือการแก้แค้นอีกอย่างหนึ่ง ที่ต้องการเห็นผู้ก่อกรรมแก่ตนแบกรับความเสียหายต่างๆ นานาไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียเวลาใช้ชีวิต สูญเสียโอกาสได้งานดีๆ เพราะมีประวัติติดคุก การประสบภาวะล้มละลายเพราะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก และการแก้แค้นเหล่านั้นบางครั้งก็ท่วมท้นความเสียหายจริงที่ได้รับเสียด้วย นั่นแสดงว่าการแก้แค้นเองก็ยังมีที่ทางในสังคมปัจจุบันแต่เปลี่ยนรูปแบบไป ความรุนแรงทางกายเปลี่ยนรูปร่างเป็นการกระชากไปจากผู้ก่อกรรมซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจซึ่งก็ต้องนับว่าเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบเช่นกัน
แต่สิ่งที่หายไปจากการแก้แค้นสมัยใหม่คือการปิดโอกาสการแก้แค้นกลับ นั่นคือ คนที่ถูกจับไปอยู่ในคุกเมื่อออกมาแล้ว ก็ไม่สามารถจับอัยการเข้าไปในคุกบ้างให้หายแค้นได้ แต่สัญชาตญาณแห่งความแค้นก็มิได้หายไป พฤติการณ์นี้ทำให้เกิดผลสองประการคือ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูพฤติกรรมความคิดในระหว่างอยู่ในฑัณฑสถานเป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวเองและไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง 2. สังคมอารยะในความหมายที่ว่าจะไม่มีใครรู้สึกคิดร้ายกับใครนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด (และสังคมอารยะในความหมายว่าเป็นสังคมที่ไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน ดังที่ิพิจารณาไปแล้ว) ดังนั้นเป้าหมายของสังคมอารยะคงถอยร่นมาได้แค่การยุติการแก้แค้นกลับไปมาโดยไม่รู้จบ ด้วยการวางระบบยับยั้งสัญชาตญาณของมนุษย์โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น ตรรกะ กระบวนการยุติธรรม เป็นต้น
แต่โมเดลการแก้แค้นในรูปนี้ค่อนข้างมีปัญหา เพราะในขณะที่สนับสนุนให้เกิดการแก้แค้นในทอดแรก แต่กลับยับยั้งการแก้แค้นกลับในทอดถัดไป คือ A แก้แค้น B ชอบธรรม แต่ B ที่ก่อความผิดก่อนจะแก้แค้นบ้าง กลับไม่ชอบธรรม
ข้อนี้ความจริงดูเผินๆ แล้ว มันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ก็ยังน่าสนใจว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้มันเป็นเช่นนั้นได้
เหตุผลที่ว่า เพราะ B ทำความผิดก่อนจึงสมควรรับการถูกแก้แค้นโดยไม่มีสิทธิตอบโต้นั้นเพียงพอหรือไม่ หากเป็นว่า A ขับรถเฉี่ยว B เกิดบาดแผลเล็กน้อย เพราะทางขณะนั้นมืด ประกอบกับ B เป็นคนผิวคล้ำและใส่เสื้อสีดำ แต่ B ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในลักษณะเกินความเสียหายที่แท้จริง และไปร้องเรียนเรื่องราวต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญาด้วย ซึ่งเป็นผลให้ A ติดคุก 1 เดือน ประกอบกับเสียค่าเสียหาย 1 ล้าน และเนื่องจากอาชีพของ A อ่อนไหวต่อภาพลักษณ์ จึงถูกไล่ออกจากงาน จึงขาดรายได้ ประสบภาวะทางการเงินส่วนบุคคล เช่นนี้ A ก็ยังไม่มีสิทธิทำอะไรกับ B อันเป็นการแก้แค้นความรุนแรงส่วนเกินนี้ใช่หรือไม่ จากข้อสมมุตินี้ ทำให้ข้าพเจ้าเองเชื่อว่าเพียงเหตุผลว่า “เริ่มทำผิดก่อน” ยังไม่พอแก่การให้รับการแก้แค้นทั้งปวงโดยไม่มีสิทธิตอบโต้กลับ น่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่านี้ซึ่งอาจต้องใช้ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์อาชญากรรม จิตวิทยา มาช่วยตอบ
และถ้าพิจารณากลับไปยังที่เดิมคือ สัญชาตญาณการเก็บแค้นของมนุษย์แท้จริงแล้วก็มีข้อสงสัย เพราะตัวจิตเองก็มีหลายระดับ ทั้งในระดับจิตใต้สำนึก จิตสำนึก และจิตเหนือสำนึก input ที่เป็นการก่อกรรม ไม่จำเป็นต้องให้ output เป็นความแค้นเพียงอย่างเดียวก็ได้ เพราะมันอาจถูกยับยั้งโดยจิตเหนือสำนึกก่อนที่ก่อรูปร่างเป็นความคิดเสียอีก แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องสอบทานด้วยความรู้ทางจิตวิทยา
Tagged: debate , revenge
Published:
June 10, 2009 – 2:41 am
Author:
By mgaston
Categories:
Comments: