18Julไม่สนุกกว่า

ที่มาของภาพ: http://tracywall.wordpress.com/

เขาเล่ากันว่า มนุษย์เดิมทีนั้นอยู่ในถ้ำ และถูกพันธการกับหลักปักเลน ทำให้มนุษย์หันหน้าเข้ากับผนังถ้ำที่อึมทึมอึดอัด บนผนังถ้ำปรากฎเป็นเงาของม้าฉายอยู่ มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นม้า โดยเข้าใจว่าเงานั้นคือม้าที่แท้จริง จนมีผู้สามารถปลดพันธนาการออกจากไม้ปักเลนนั้น แล้วมีโอกาสหันหน้าไปข้างหลัง ก็พบว่าแท้จริงแล้ว เงาของม้าที่ปรากฎบนผนัง คือตุ๊กตารูปม้า ที่ถูกทอดเงาโดยคบเพลิงดวงหนึ่งซึ่งวางไว้อยู่ข้างหลัง เมื่อเขาเดินออกมาจากถ้ำแล้วพบแสงอาทิตย์ ดวงตาของผู้นั้นก็จะพร่ามัวชั่วขณะ ก่อนม่านตาจะปรับตัว และเห็นทัศนียภาพตามความเป็นจริงในที่สุด ทันใดนั้น เขาก็ได้เห็นม้าตัวจริง แล้วตระหนักได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเงาของม้า หรือตุ๊กตาไม้รูปม้า ก็ล้วนไม่ใช่ม้าที่มีความเป็นม้าอย่างแท้จริง เท่ากับม้าที่เห็นนอกถ้ำ

สิ่งที่เรื่องราวในย่อหน้าที่แล้วเน้นย้ำคือ การแบ่งแยกระหว่างความจริงและความไม่จริง แล้วให้ค่าไปที่ความจริงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้เจริญสติปัญญาพึงมี และเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก แตกต่างจากความไม่จริง ที่ไม่ต้องลำบากเพื่อให้ได้มา เพราะมันปรากฎอยู่ข้างหน้าทุกเมื่อเชื่อวัน มันนำไปสู่ประเด็นที่สองว่า มันมีคนที่พยายามทำตัวเองให้หลุดพ้นจากความไม่จริง แล้วเข้าหาความจริงนั้น กับพวกที่ไม่พยายามทำอะไรเพื่อให้ตัวเองพ้นจากความหลอกลวง คนพวกแรกจึงน่าจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจในการปกครอง เพราะเป็นผู้รู้แจ้งถึงสัจจธรรมทั้งปวง ไม่หลงในความบิดเบือนทุกประการ ผิดจากพวกหลังที่มองอะไรบิดเบือนแล้วทึกทักว่าเป็นความจริง หากให้คนพวกนี้เข้ามาปกครอง ก็ย่อมนำความอันตรายมาสู่ประชาชน

ในการปฎิเสธข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในสองย่อหน้าที่แล้วนั้น ก็อาจทำโดยการถามว่า เราจะทราบได้อย่างไร ว่าผู้ที่หลุดพ้นพันธนาการนั้น ได้พบกับม้าตัวจริงแล้ว ข้ออ้างนี้ทำให้เราคิดถึงทฤษฎีหนึ่งในทางจิตวิทยาที่ว่า เราจะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยเรียนมาก่อนไม่ได้ คำว่า เรียน ในที่นี้ขอให้ตีความกว้างๆ ว่าเป็นการเรียนในบริบทของชีวิต อย่างคนที่อยู่ในถ้ำนั้น ถ้าเขาเกิดมาในถ้ำ แล้วถูกสั่งสอนว่าเงานั้นคือม้า เขาจะรู้ได้อย่างไรว่ารูปปั้นไม้ที่อยู่ข้างหลังคือรูปปั้นม้า (แล้วรู้ได้อย่างไรว่าแสงส่องผ่าน ทำให้เกิดเงา) แล้วที่งงไปกว่านั้นคือ เมื่อออกมาเห็นม้าตัวจริงแล้ว เขารู้ได้อย่างไรว่าเป็นม้าตัวจริง ในเมื่อไม่มีใครมาสั่งมาสอนก่อน ม้าตัวจริงกับม้าเงาที่เขาเรียนรู้ ก็น่าจะต่างกันในรายละเอียดพอสมควร ทั้งในเรื่องขน ความยืดหยุ่นของพื้นผิวหนัง การเคลื่อนที่

แต่คนที่แต่งเรื่องม้าเรื่องถ้ำนี้ เขาเตรียมคำตอบสำหรับพวกชอบอ้างจิตวิทยาแบบนี้ไว้แล้ว เขาบอกว่าในมันมีพื้นที่หนึ่งที่อยู่นอกเหนือมิติทั้งปวง มนุษย์สามารถเข้าถึงได้ด้วยการคิดคำนึง ณ มิตินั้น มันเต็มไปด้วย สิ่งของต่างๆ ที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบของแต่ละชิ้นแต่ละอัน ในที่นั้นคงมีม้าตัวจริงสมบูรณ์อยู่ด้วย ดังนั้นมนุษย์ก็ไม่ต้องเรียนรู้ แค่คิดคำนึงเชื่อมโยงกับพื้นที่นั้น เราก็เข้าใจได้ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งไหน

ถ้าพื้นที่นั้นมีจริง เราก็อยากรีบไปโหลดข้อมูลมาใส่สมองไว้ จะได้รู้ก่อนใครว่า MacBook รุ่นต่อๆ ไปมันจะมีรูปทรงยังไง

แต่ถึงแม้ว่าจะพบความจริงแบบจริงๆ ก็น่าสงสัยว่ายุคนี้ ความจริงสูงสุดเช่นนั้น มันจะสำคัญแค่ไหน ถ้าเราอยากได้คนที่เห็นม้าตัวจริง มาปกครองประเทศ แล้วทำให้เกิดความสงบสุข เจริญรุ่งเรื่องจริงๆ ก็น่าสงสัยว่าความสงบสุข เจริญรุ่งเรื่องนั้น ทำเพื่อจุดหมายใด ถ้ากล่าวว่าเพื่อให้ประเทศอยู่ตลอดไปจนชั่วกาลปาวสาน ความคิดแบบนั้น คือเงาม้าอย่างแท้จริง เพราะไม่เคยมีประเทศไหน สังคมใดที่จะอยู่ค้ำฟ้าไปตลอด แล้วเรายังต้องการคนที่เห็นม้าตัวจริงมาปกครองประเทศ เพื่ออะไรอีก หรือแม้ถ้าอ้างว่า การให้ประชาชนมีความสุข อยู่ชั่วครั้งชั่วคราวบนโลกนี้ก่อนตายไป ก็ยังเป็นประโยชน์ที่ดีของการมีผู้ปกครองนักปรัชญา มันก็ฟังดูเป็นการลดราคา จากสิ่งที่คนแต่งเรื่องถ้ำม้านี้คาดหวังไว้มากทีเดียว

หรือว่าการที่ทุกคนในประเทศได้เห็นร่วมกันว่า มีม้าตัวจริงอยู่บนโลกนี้ ผ่านการแนะนำของนักปกครองปรัชญา คือเป้าหมายสูงสุดของการมีนักปกครองนักปรัชญา ถึงตรงนี้มันก็อาจเถียงกันไปมาได้ว่า การที่ทุกคนรู้สัจธรรมเดียวกัน เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่ก็ไม่ควรลืมวิธีพิสูจน์ด้วยการลองค้นหาดูด้วยตนเอง ว่ามันมีสัจธรรมทำนองนั้นอยู่จริงหรือไม่ ถ้าคิดว่าเจอแล้ว แล้วรู้สึกว่ามันมีประโยชน์หรือไม่

วิธีการเถียง โดยไม่ลองเชื่อมโยงให้เห็นการปฎิบัติที่เป็นรูปธรรมนั้น จึงทำให้ปรัชญาแขนงนี้ เป็นเรื่องน่าเบื่อมากสำหรับเรา สรุปหัวข้อที่จะได้พูดไปวันนี้คือ ปรัชญาเชิงประยุกต์ สนุกกว่า

จบแล้ว
ไปอ่านหนังสือต่อ วิ๊งๆ : )

06Julตอนนั้นม.2

กำลังจะใกล้สอบแล้ว อาจจะทำให้การอัพบลอกในช่วงนี้มีอัตราช้าผิดปรกติ

แต่เพื่อให้ไม่เบื่อ

ขอแนะนำเพลงเหล่านี้

1

ตอนม.2 เคยฟังเพลงนี้ ตอนนั้นเป็นช่วงที่กรุงเทพหนาวขนาดหมอกลงจัดเหมือนอยู่บนภูเขา เลยต้องอยู่ฟังเพลงในบ้าน และช่วงนั้นก็มีที่ดาวน์โหลดเพลงสารพัดนึกที่ชื่อ Audiogalaxy ที่สามารถโหลดได้ “ทุกเพลง” บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงใหม่ล่าสุดแบบยังไม่ทันเปิดตัวของนักร้องชื่อดัง หรือจะเป็นเพลงจากวงชื่อพิลึกกึกกือ และเราก็มีโอกาสได้พบเพลงจากวงอังกฤษนี้พอดี ตอนฟังเพลงนี้ในบรรยากาศหนาวๆ แบบนั้น ก็รู้สึกเข้ากันอย่างขนลุกทีเดียว เป็นบรรยากาศที่ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

2

[วิดีโอ]

ตอนนั้นม.3 (หรือม.2 จำไม่ได้) Audiogalaxy ยังไม่หายไป แล้วก็พบกับเพลงๆ นี้ ตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งใจฟังเนื้อ ฟังแต่ดนตรีก็รู้สนุกดี แล้วก็มาพบทีหลังว่าซาวน์แบบนี้ พบได้เกร่อในเพลงอินดี้ของไทยในอีก 5 ปีถัดจากเพลงนี้เปิดตัว เนื้อร้องของเพลงนี้พูดถึงการปลงชีวิตที่เจอแต่เรื่องร้ายๆ แล้วให้กำลังใจว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ตายห่ากันไปหมดเองนั้นแหละ

3

ตอนนั้นม.2 พบเพลงนี้ใน Audiogalaxy ฟังตอนแรก เรานึกถึงภูเขา ทุ่งหญ้า ไม่มีคน พระอาทิตย์กำลังตกดิน หรือไม่ก็เป็นป่าแห้งๆ หรืิอไม่ก็นึกถึงบ้านไม้โดดเดี่ยวบนเขาลูกหนึ่ง ที่ปกคลุมด้วยหญ้าสีน้ำตาลสุดลูกหูลูกตา มีทิวเขาสลับซับซ้อนล้อมรอบ ความพยายามในช่วงนั้นของเราคือ พยายามอัดเพลงนี้บนเทป แล้วเอาไปเปิดฟังบนภูเขาในอุทยานที่ไหนสักที่หนึ่ง ซึ่งก็ทำได้แล้ว แล้วก็ตอกย้ำสมมุติฐานว่า เพลงนี้เข้ากับบรรยากาศบนภูเขา

แต่ฝรั่งเขาบอกว่าฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงชายหาดในเมือง ยามพระอาทิตย์ตกมากกว่า ฟังจากเสียงกีต้าร์เหมือนมีสนิมมาจากน้ำทะเล

แต่ที่ได้ฟังในวิดีโอนั้น เป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ที่ดูคึกคัก เป็น urban มากกว่า

ถ้าอยากฟังแบบเวอร์ชั่นแรกที่เราเคยฟัง ลองดูตามลิงค์ดังต่อไปนี้ (ถ้าไม่เสียไปซะก่อน) [ลิงค์]

4

ตอนนั้นม.2 จังหวะเดียวกับที่ฟัง Piano Fire ก็เจอคู่หูคือเพลงนี้ เวลาจัดลิสต์ก็จะจัดให้เปิดต่อกัน เพราะเพลงนี้ฟังแล้วเหมือนสายน้ำไหล อยู่ในแอ่งเก็บน้ำ ธรรมชาติอะไรสักอย่าง ช่วงนั้นจะนึกถึงเขื่อนป่าสัก ถนนตรงลพบุรีที่จะเลียบทุ่งหญ้าตื้นๆ แล้วมีน้ำมาปกคลุมไว้ทั้งหมด อีกฝั่งเป็นทุ่งสีเขียว คล้ายเมืองนอกเมืองนา ถ้าใครชอบไปถ่ายรูปทานตะวันที่สระบุรี คิดว่าน่าจะเคยผ่านถนนนี้ เคยนึกว่าน่าไปถ่ายมิวสิกวิดีโอที่ทุ่งหญ้าชุ่มน้ำนั้น แต่อันนี้ไม่สำเร็จ

น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าทุกคนฟังเพลงนี้ โดยไม่รู้จักชื่อเพลงนี้ก่อน แล้วนึกถึงแหล่งน้ำอะไรสักอย่าง ตรงๆกัน ก็น่าจะแสดงว่าดนตรีก็มีศักยภาพอันเป็นสากล ที่จะชักจูงให้คิดถึงสิ่งที่มีจริงตามธรรมชาติได้ เป็นหัวข้อหนึ่งของสุนทรียศาสตร์เช่นกัน

แต่พักเรื่องนั้นไว้ก่อน ไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า

เออ แล้วอยู่อัพได้ไงยาวๆ วะเนี่ย

02JulI Guess I Need To Go To Rehab; I Say Yes Yes Yes.

ที่มา: http://www.monstersandcritics.com

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เวบนี้ Traffic เกินโควต้า อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด และเบื่ออย่างร้ายกาจ ที่ไม่มีโอกาสเขียนเรื่องต่อไปนี้ ให้ทันท่วงทีตามสถานการณ์ปัจจุบันได้

เรื่องก็มีอยู่ว่าในงาน Glastonbury 2008 ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีการแสดง ที่จัดในฟาร์มวัวแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ ได้เชิญ Amy Winehouse มาแสดงที่ Pyramid Stage ซึ่งเป็นเวทีสำหรับคนดนตรีระดับบิ๊กๆ ในวันเสาร์ที่แล้ว เหตุการณ์ที่ตลกขบขันคือ Wino เริ่มมีอาการเมา ร้องไปเสียงเพี้ยนไป จนถึงเพลง Rehab ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอ ว่าเธอไม่ต้องการไปบำบัดผู้ติดแอลกอฮอล์ ระหว่างร้องๆ อยู่ ก็กระโดดลงไปข้างล่างเวที จับไม้จับมือกับแฟนๆ อย่างมึนงง เสียงร้องก็ไม่โสภา ร้องไปจนเกิดเหตุใดไม่ทราบ Wino อัดคนดูผู้โชคร้ายในแถวหน้าคนหนึ่ง ดังปรากฎภาพใน Youtube, BBC News ฯลฯ

มีความเห็นแตกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเห็นว่า เป็นการแสดงที่แย่มาก อีกส่วนคิดว่าเป็นการแสดงที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมี Glastonbury มา

ถ้าเราเริ่มฐานคิดจากว่า การร้องเพลงต้องมีการแสดงเรื่องราวประกอบเนื้อหาเพลงด้วย ก็นับได้ว่า การเมาไป ร้องเพลง Rehab ซึ่งมีเนื้อหาว่าเธอปฎิเสธที่จะเลิกเหล้าเลิกยา ก็นับว่าทำให้การแสดงนั้นสมจริงทีเดียว ยิ่งมีการทะเลาะวิวาทอย่างเมาๆ กับคนดู ก็ยิ่งทำให้สอดคล้องกับเนื้อหาในเพลงไปกันใหญ่ ในแง่นี้ก็ต้องยอมรับว่าการแสดงครั้งนั้น Wino ทำได้ดียิ่ง

แต่ถ้าเราเริ่มฐานคิดจากเรื่อง งาน/เรื่องส่วนบุคคล โดยคิดว่าหากเราทำงาน ก็ไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวมาปนจนเละเทะ แม้ว่าศิลปินเวลาทำงาน จะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องส่วนตัวอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่เร่องผิด แต่ถ้าถึงขนาดเอาปัญหาส่วนตัว มาเป็นข้ออ้างในการขอทำหน้าที่ของตนอย่างบกพร่อง พิกลพิการ เช่นนี้ ก็เห็นได้ว่าคนนั้นทำงานไม่เป็นแล้ว แง่นี้การแสดงของ Wino เลยเป็นความอัปยศของ Glastonbury เป็นอย่างยิ่ง

ถ้าเรามาดูว่า ถ้าหากเราเชื่อว่าการร้องเพลงควรแสดงพฤติการณ์ต่างๆ มาประกอบการร้องให้มันดูสมจริงยิ่งขึ้น แล้วคำถามคือว่า มันมีขอบเขตหรือไม่ ถ้าสมมุติว่าเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย แล้วทำมิวสิกวิดีโอเชิงสะกดจิต ให้อยากฆ่าตัวตาย แบบนี้เป็นการแสดงที่ดีหรือไม่ หรือถ้าให้ยิ่งหนักกว่านั้นคือ เพลงแนวมืดหม่น Death Metal ที่มีเนื้อหาอยากฆ่าคนให้ตาย แล้วเอาคนมาฆ่าจริงๆ ประกอบการแสดง แบบนี้ถือว่าเป็นการแสดงที่เปี่ยมด้วยคุณค่าหรือเปล่า จะว่าไป การทำร้ายร่างกายด้วยความเมาระหว่างร้องเพลง Rehab ก็อยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความสร้างสรรค์และศีลธรรมด้วย เช่นกัน

แต่ถ้ามาดูว่าเราควรแยกเรื่องส่วนตัว/งาน ออกจากกัน ในกรณีของศิลปิน ก็อาจมีกรณี “ทำศิลปะด้วยชีวิต” ก็ได้ เคยอ่านที่ไหนมาไม่รู้ ว่ามีนักเรียนศิลปกรรมคนหนึ่ง (ในไทย) เมื่อถึงเวลาทำศิลปนิพนธ์ ก็ไม่ทำงานอะไร เวลาอาจารย์เรียกไปถามความคืบหน้าของงาน ขณะที่คนอื่นๆ พูดถึงการระบายสี ปั้นปูน ฯลฯ เขากลับไป “คุย” เฉยๆ วันแสดงจริงก็เอาห้องครัวไปตั้งในพิพิธภัณฑ์ แล้วไปทำกับข้าวโชว์ คล้ายกับว่าเขาทำศิลปะด้วยความคิด ทัศนคติ เช่นนี้ก็เห็นได้ว่า หากเราแยกงาน/ส่วนตัวออกจากกันชัดเจนไป ก็อาจปิดกั้นความสร้างสรรค์บางประการเช่นกัน อีกอย่างคือ จะทำให้รู้สึกว่า งาน น่าเบื่อมากผิดปรกติ อันนี้ไม่ต้องอธิบายก็น่าจะรู้แล้ว ว่าถ้าเราคิดจะแบ่งเรื่องส่วนตัว/งาน ให้มันชัดๆนั้น มันจะทำให้เรารู้สึกต่องานที่ทำอยู่อย่างไร

แต่พักเรื่องความแตกแยกทางความคิดไว้ชั่วคราว เพราะต่อไปนี้คือ การแสดง Glasto 2008 ที่เราชอบมากที่สุด

Kings of Leon - On Call ฟังในคอม กับฟังสดๆ คนละเรื่องกันเลย

The Wombats - Kill the Director เพลงนี้โจ๊ะๆ จริงๆ คนละเรื่องกับตอนฟังที่โหลดมาอีกแล้ว

youtube ช้าอีกแล้ว โพสแค่นี้ก็แล้วกัน

22Junเรื่องไม่ดีในมหาวิทยาลัยชั้นนำ

บทความที่ดีที่สุดประจำเดือนนี้ ที่เราได้อ่านมา คือเรื่อง The Disadvantages of an Elite Education เขียนโดยอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ ประจำมหาวิทยาลัย Yale [ลิงค์]

บทความนำเสนอ 4 ข้อเสียของการเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ (ในอเมริกา) ข้อแรกคือ ทำให้เข้ากับคนทั่วๆ ไปไม่ค่อยได้ เพราะนักศึกษาจะถูกปลูกฝังว่าตนเองอยู่สูงที่สุดในด้านปัญญาแล้ว ใครที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเทียบเท่า จะรู้สึกไม่อยากคุยด้วยเพราะเกรงจะเสียเวลา ทั้งๆ ที่ความฉลาดมันมีหลากหลายด้าน คนที่ไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็อาจฉลาดได้ในแง่อื่น เช่น ความสร้างสรรค์ ฯลฯ ข้อสองคือ ทำให้หลงตัวเอง เข้าใจผิดว่าคะแนน เกรด ผลการสอบนอก-ในสนามต่างๆ จะวัดความฉลาดของตนเองได้ ทั้งๆ ที่สิ่งที่วัดออกมา มันเป็นหนึ่งในความรู้ปริมาณนับไม่ถ้วน เท่านั้น วัดไม่ได้ว่าใครฉลาดกว่ากัน อีกทั้งเกรดในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ว่ากันว่าได้ง่ายกว่าในมหาวิทยาลัยชั้นไม่นำอีกด้วย ข้อเสียประการต่อมาคือ กดดัน ทำให้ไม่ได้ทำงานที่ชอบอย่างแท้จริง เพราะ หากมาเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำแล้ว คนรอบข้างจะคาดหวังว่าต้องทำอะไรที่มันรวยๆ หากทำอะไรที่ไม่รวย เช่น ไปเขียนหนังสือ ไปเป็นนักอนุรักษ์พิทักษ์หมีน้อย ฯลฯ ก็จะถูกครหาจากผู้ที่ออกเงินจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่ตั้งความหวังไว้สูง และสิ่งที่ตามมาคือ นักศึกษาจะกลัวความผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง ข้อเสียสุดท้ายคือต่อต้านปัญญา เพราะมหาวิทยาลัยจะเน้นไปในด้านอาชีพเฉพาะทาง การคิดนอกกรอบเป็นเรื่องไม่จำเป็น อีกทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุน ผลที่ได้คือบุคคลากรที่ย้ำคิดย้ำทำ (แต่ได้เงินเยอะ)

ทีนี้มาดูมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะจุฬ…บ้าง ว่าเหมือน/ต่างกันอย่างไร ข้อแรกที่ว่าทำให้เข้ากับคนทั่วๆ ไปไม่ได้นั้น ส่วนตัวเราเห็นว่าไม่จริง เพราะเราก็พูดคุยได้กับทุกคน ไม่มีความรู้สึกทำนองว่าพูดด้วยแล้ว “เสียเวลา” หรือ “ไร้ประโยชน์” ถ้าเป็นนักศึกษาจากธรรม… เราก็ยิ่งอยากจะคุยด้วย เพราะในความรู้สึกคือ พวกเขาเป็นคนมีความคิดแปลกๆ  มีวันหนึ่งไปเดินที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ อยู่ดีๆ ก็มีคนมาชวนคุยทำนองว่า ดิฉันสงสัยจริงๆ ว่าคนธรรมศาสตร์เลือกอธิการบดีคนนี้ เข้ามาได้ยังไง คนเลวๆ แบบนี้ พอเราตอบว่าอยู่จุฬาครับ เขาก็บอกว่า Oh, I see. Wake up ด้วยนะคุณ (คล้ายๆ กับว่าเด็กจุฬาไม่ตื่นนอน ชอบให้ชาวบ้านชาวช่องหลอกอยู่เรื่อยไป) เราก็อยากพูดคุยด้วย อยากรู้ว่าทำไง ถึงจะ Wake up แต่ไม่ทันไรเขาก็เดินหนี เป็นอีกตัวอย่างที่แดงให้เห็นว่า คุยกับคนอื่นแล้วมันได้ข้อคิดเสมอ แต่ไม่รู้ว่าคนที่เรียนในจุฬ… คนอื่นๆ จะคิดเหมือนกันหรือเปล่า ว่าการคุยกับคนอื่นๆ นอกมหาวิทยาลัย มันมีคุณค่า ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด

ข้อสองที่ว่าให้ความรู้สึกหลงตัวเองนั้น ไม่ต้องขนาดเอาจุฬ… มายกตัวอย่าง มหาวิทยาลัยรัฐทุกที่ก็จะรู้สึกเหมือนๆ กันว่าสอบได้เข้ามาแล้วเก่ง จะรู้สึกว่าความฉลาดมันวัดได้ด้วยตัวเลข ตัวอักษร ซึ่งมันช่วยไม่ได้จริง มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ประถมแล้ว  ตอนแรกก็งงว่าเลขลำดับที่สอบได้มันคืออะไร ไปๆมาๆ ก็คุ้นชินกันแล้วว่าต้องทำให้เลขนั้นมันเป็นเลขหลักเดียว เคยจำได้ว่าอาจารย์ตอนประถม 4 จะประกาศลำดับที่สอบได้ โดยให้ทุกคนไปยืนเรียงหน้าห้องก่อน แล้วอาจารย์จะประกาศชื่อลำดับท้ายขึ้นมาจนลำดับแรก ใครถูกประกาศชื่อก่อนก็ต้องเดินเข้าไปนั่ง คล้ายประกาศผลอคาเดมี่ แฟนตาเซีย ใครได้เข้าไปนั่งเป็นลำดับต้นๆ จะรู้สึกขวยเขินเล็กน้อย กลุ่มคนที่ยืนหน้าห้องจะจับตามองดูว่าคนนี้สอบได้ที่ท้ายๆ ของห้อง ซึ่งก็เห็นแล้วว่าสอบได้ที่ดีๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำงานอะไรเป็น ช่างกลยังรู้ว่าจะไปทำงานอะไร คนที่สอบดีๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัย ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะทำงานอะไร

ส่วนเรื่องว่ามหาวิทยาลัยดีๆ จะปล่อยเกรด ข้อนี้ขอยืนยันว่าไม่มี และจุฬ… ก็ไม่ใช่ Yale ที่จะมีอาจารย์ดูแล ติวเตอร์คอยเอาใจ ช่วยเหลือในยามทุกข์ยาก เห็นง่ายๆ คือตอนนี้เราเรียนปี 3 แล้ว ถ้าเอาเวลาที่ได้เจอหน้าอาจารย์ที่ปรึกษา มาต่อรวมกัน มั่นใจว่า มันไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำไป มีปัญหาอะไรก็ต้องพึ่งตัวเองตลอดเวลา

ข้อสามที่ว่ากดดัน ส่วนตัวเราแล้วไม่กดดัน เพราะส่วนหนึ่งผู้ปกครอง ญาติๆ ก็ไม่ได้บังคับอยู่แล้วว่าจะต้องไปทำอะไรที่ได้เงินเยอะๆ แล้วถ้าถามว่าจะอายไหม ถ้าทุกคนได้ไปทำลอว์เฟิร์ม อัยการ ผู้พิพากษาเงินเดือนหลายหมื่นหลายแสน แต่เรากลับเป็น เอ่อ… สมมุติว่าเป็นนักเขียน นักข่าว ก็คงตอบว่าอายนิดนึง แต่ถ้าจะเลือกไม่อาย แต่ต้องทำอะไรที่ไม่ชอบทั้งชีวิต ก็เป็นเรื่องที่น่าชั่งน้ำหนักดู ซึ่งมันก็แล้วแต่คน ถ้าใครญาติกดดันเยอะๆ ข้าง “ไม่อาย” ก็ดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากกว่า คงบอกไม่ได้ว่าให้เลือก “แล้วแต่เรา” เพราะมันมีคนรอบข้างให้ต้องใส่ใจด้วย แต่รวมความก็คือ ปัจจัยมันไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัยแบบในบทความนี้เล่ามา แต่มันอยู่ที่คนรอบข้างมากกว่าว่าเขาจะเอายังไง

ข้อสี่ที่ว่าต่อต้านปัญญา เห็นว่าสถาบันการศึกษาทุกรูปแบบในไทย เป็นแบบนี้หมด คือเน้นแต่ให้ไปทำอาชีพ ได้เงิน อะไรที่ยังมองไม่เห็นทางว่าจะเอาไปทำเงินยังไง ก็ยังไม่สนใจ ส่วนเรื่องคิดนอกกรอบก็ลืมไปได้เลย เพราะระหว่างการฝ่าฟันตั้งแต่มัธยมถึงมหาวิทยาลัย ใครเผลอคิดนอกกรอบก็เป็นอันจบ ข้อสอบแอดฯ ก็เป็นปรนัย ไม่ให้แย้งเสียด้วย อยากรู้ว่ามันตอบอะไร ก็ไปเรียนดาว้องก์เดี๋ยวเขาก็บอกให้ พอเข้ามามหาวิทยาลัย ในประสบการณ์ของคนเรียนคณะนิติศาสตร์ ก็พบว่าแยกไม่ออกระหว่างโรงเรียนกฎหมาย กับเนติฯ เพราะกระบวนการมันเหมือนๆ กันไปหมด คือท่องคำพิพากษาศาลฎีกา ก็เอาไปตอบข้อสอบได้ ก่อนเข้า หากใครคาดหวังว่ามันจะมีบรรยากาศวิชาการ ถกเถียงเรื่องน่าสนใจอย่างสังคมหลังสมัยใหม่ ปรัชญาทั่วไป วรรณกรรมดีๆ ฯลฯ พอมาถึงปากประตูมหาวิทยาลัยก็ต้องเป็นลมล้มพับ เพราะนอกจากจะไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องเหล่านั้นแล้ว ยังจะยัดเยียดเอาเรื่องที่เป็นมลพิษแทรกซึมเข้ามาให้เต็มไปหมด แต่ยังดีว่าในประสบการณ์ส่วนตัวของเราแล้ว ตอนปีหนึ่งได้เคยไปพูดคุยเกี่ยวกับโครงสร้างนิยม หลังโครงสร้างนิยมกับอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสท่านหนึ่ง ในคณะอักษรศาสตร์ ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ากำลังอยู่ในมหาวิทยาลัยจริงๆ แต่ฟีลนั้นมันก็อยู่เป็นช่วงสั้นๆ เพราะต้องมาวุ่นวายกับการท่องฎีกาอีก ไม่รู้ว่าบรรยากาศที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ มันจะเป็นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า

แต่หากถามจริงๆ ว่าเราเดือดร้อนไหม ขอตอบว่าไม่เลย เพราะเรามีเวลาส่วนตัวเหลือเฟือที่จะอ่านเรื่องที่เราอยากรู้ (หนังสือก็ฟรี ยืมจากห้องสมุดคณะอักษรฯ,คณะรัฐศาสตร์) ขาดก็แค่ ไม่มีคนมา discuss อะไรด้วย (เพราะไม่มีใครสนใจ) แบบโรงเรียนในอุดมคติ

ส่วนมหาวิทยาลัย ตอนนี้ก็ไม่เป็นอะไรไปนอกจากสถานที่ที่จำเป็นต้องไป อารมณ์ไม่ต่างไปจาก คนเก็บขยะ ที่ต้องเข็นรถขยะเก็บตามบ้านทุกวันเว้นวัน หรือยามที่ต้องไปนั่งเฝ้าหน้าอพาร์ตเม้นต์ตามกะ มันก็เท่านั้นเอง


Recent Flickrs

    Blogroll

    Recent Listening