สิทธิชุมชน ปะทะ สิทธิบุคคล

ชุมชนควรมีสิทธิกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง เรื่องนี้ไม่มีใครเถียง  เพราะขืนให้คนอื่นที่อยู่นอกชุมชนมากำหนด ก็คงไม่รู้ลึกรู้จริง ไม่เข้าถึงไม่ให้คนที่มีผลกระทบมีส่วนร่วม  แต่ขอบเขตของสิทธิชุมชนควรมีแค่ไหน ข้าพเจ้าขอเล่าเหตุการณ์หนึ่งเพื่อสร้างความสับสนในประเด็นนี้

ในประเทศ Congo มีความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีปีศาจอย่างเข้มข้น และเชื่อว่าพรายปีศาจสามารถสิงสถิตย์อยู่ในตัวเด็กได้ เด็กคนไหนที่โชคร้ายถูกกล่าวหาว่าเป็นภูตผีปีศาจ ก็จะถูกสังคมอัปเปหิ ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวของเด็กเอง บางรายแม่พยายามฆ่าลูกตัวเองเพื่อให้ภูตพรายออกไป แต่ทุกรายจะจบลงด้วยการขับไล่เด็กให้เร่ร่อนออกไปอยู่กลางถนน

เรื่องที่เหมือนจะจำกัดเฉพาะ “โลกที่สาม” แท้ที่จริงกลับคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชุมชนของโลกที่สอง และโลกที่หนึ่งในหลายๆ พื้นที่ หมู่บ้านในไทยเชื่อว่าผีแม่หม้ายมาล้างแค้นเอาชีวิตผู้ชายในหมู่บ้านจนต้องทำพิธีขับไล่ กลุ่มยิวสายสุดโต่งในอิสราเอลที่ไม่ยอมให้ศิษยานุศิษย์แปดเปื้อนมลทินจากโลกภายนอกด้วยการไม่ให้เล่นคอมพิวเตอร์ และรังเกียจเดียดฉันท์คนต่างชาติทุกวิถีทาง กลุ่มคลั่งศาสนาในอเมริกา ฯลฯ

เราไม่ควรก้าวก่ายวิถีความเชื่อของชุมชนอื่น เพราะหากเรายอมรับในเบื้องต้นว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิในความเชื่อ การล้มล้าง ปิดกั้นความเชื่อของชุมชนใดย่อมเป็นอันตรายร้ายแรง ต่อสิทธิเสรีภาพดังกล่าว (แต่เป็นคนละเรื่องกับสิทธิในการวิจารณ์ความเชื่อซึ่งสามารถมีได้ทุกคน)  แต่หากความเชื่อใดทำให้คน “ใน” ชุมชน บางคนเดือดร้อน เช่นนี้ เราจะมีสิทธิห้ามปรามความเชื่อนั้นได้หรือไม่ เมื่อเทียบเคียงกับกรณีเด็กที่น่าสงสารใน Congo

ถ้าความเชื่ิอใดทำให้คนนอกชุมชนเดือดร้อน แบบนี้ก็ง่าย คำตอบคือ ทำไม่ได้ เพราะการใช้สิทธิเสรีภาพต้องไม่ขัดขวางทางใช้สิทธิเดียวกันของคนอื่น (Harm principle) แต่ถ้าเป็นคนในชุมชนเดือดร้อน เรื่องจะซับซ้อนขึ้น เพราะคนที่เดือดร้อนตกอยู่ในกติกาทางสังคมของชุมชนนั้นอยู่เดิมแล้ว

ถ้ากติกาของคนอื่นไม่เป็นธรรม เราในฐานะคนนอกจะตัดสินและเข้าไปขัดขวางได้หรือไม่ และจะอ้างหลักใด  และก่อนที่จะคิดเรื่องอื่นใด ก็ต้องเจอกับคำถามที่ว่า อย่างใดถึงไม่เป็นธรรม เป็นไปได้หรือไม่ว่าชุมชนนั้นอาจคิดว่าเป็นธรรมแล้ว แต่เราในฐานะคนนอกซึ่งไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวเกี่ยวกับกิจการภายใน เลยคิดไปเองว่าไม่เป็นธรรม ดังนั้น คนนอกที่ไม่สันทัดและไม่เกี่ยวกับชุมชน ไม่ควรเข้ามายุ่ง  หรือจะอ้างว่ามีเรื่องบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมโดยสากล  อย่างการรังแกเด็ก ก็ต้องถือว่าที่ไหนๆ ก็ไม่เป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ต้องมาอ้างสิทธิชุมชนให้เสียเวลา

ข้าพเจ้าขอเวลาคิดปัญหานี้ โดยไม่มีกำหนดเวลากลับมาตอบ

หมายเหตุ :

- เรื่องราวของเด็กใน Congo อ่านเพิ่มได้ในเวบไซต์ BBC บริการสาธารณะเพื่อมวลมนุษยชาติ [ลิงค์]

คิมหันตคดี

ข้าพเจ้าชอบกวีนิพนธ์บทหนึ่งของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นบทสุดท้ายในหนังสือผ่านพบไม่ผูกพัน เป็นเรื่องราวมรณานุสสติ ผ่านฉากของป่าไม้ที่แห้งแล้งในฤดูร้อน

ต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่ง เศษใบไม้แห้งทับถม ร่องน้ำแห่งขอด ที่ล้วนแต่เคยมีสีสันมีชีวิตชีวาในฤดูอื่น บัดนี้กลับไร้ความเคลื่อนไหว เหมือนกลายเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคย

แต่อาจารย์เสกสรรค์แย้งว่า แม้แต่ฉากที่ไร้ชีวิตเช่นนี้ ก็ยังมีความงามของมันซ่อนอยู่ และมันจะเผยออกมาเมื่อกล้าที่จะเหยียบย่ำเศษใบไม้ เดินข้ามร่องน้ำแห่งขอดไปอย่างไม่ผูกมัดอาลัยกับสภาพที่สดใสของมันเมื่อครั้งฤดูก่อน

เป็นอุปมาที่เฉียบขาด เงียบงันและสวยงาม

ป่าไม้ในฤดูฝน มีสายน้ำไหล มีพืชเล็กพืชน้อยผุดขึ้น มีนกหลบอยู่ในต้นไม้ ป่าไม้ฤดูหนาว ก็มีดอกไม้ มีสัตว์มากมายมาเยี่ยมเยือน แต่ป่าไม้ฤดูแล้ง ไม่มีสัญญาณแห่งชีวิตใดๆ เหมือนฉากของงานเลี้ยงที่เลิกรา เหมือนฉากของสถานที่ที่คุ้นเคยเต็มไปด้วยกิจกรรมและความคึกคัก กลับถูกทิ้งร้าง

แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรอาลัยอาวร เหมือนกับที่เราไม่ควรอาลัยที่วัน เดือน ปีผ่านไปตลอดเวลา ป่าในฤดูแล้ง ถึงช่วงหนึ่งก็จะกลับมาสดใสเหมือนฤดูอื่นๆ เช่นเคย เพียงแต่เราไม่มีโอกาสอยู่เฝ้าดูมันเท่านั้น

การจากไปเกิดขึ้นตลอดเวลา ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา

ตอนนี้ ข้าพเจ้าขอเดินผ่านเศษใบไม้แห้งที่ร่วงโรย สะพานที่ทอดร่องน้ำแห่งขอด ป่าไม้ที่กิ่งก้านไร้ใบ เพื่อไปหลบพักฤดูฝน ณ ที่อื่น

โจรศักดิ์สิทธิ

คาร์ล ยุงค้นพบบุคคลิกต้นแบบของมนุษย์ จากนิทานปรัมปราในอดีต

เรื่องเล่าที่เหมือนงมงาย กลับกลายเป็นที่มา, ร่องรอยของจิตสำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติ

ข้าพเจ้าพยายามพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ด้วยการอ่านนิยายปรับปราของกรีก ว่าด้วยเทพโอลิมปัส และมวลเทพกัญญาบริวารทั้งหลาย และก็ไม่ผิดคาด นิทานที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหลือเชื่อ อย่างผู้พำนักบนเทือกเขาสูงสุดเสียดฟ้า ถืออัสนีบาตที่พร้อมฟาดลงไปที่ใดก็ได้ หรืออย่างโลกลึกลับใต้พิภพที่เยือกเย็น แต่ท้ายที่สุด มันกลับประจุไปด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ มากมาย แต่บ่งชี้ถือลักษณะของมนุษยภาพ รวมถึงคุณลักษณะของธรรมชาติต่างๆ ทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม

ข้าพเจ้ายังอ่านหนังสือเล่มนี้ไปไม่ได้เท่าไหร่ จึงยังไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างละเอียด

แต่ตอนนี้ ข้าพเจ้ากำลังสนใจจับตาเทพองค์หนึ่งเป็นพิเศษ เป็นเทพในกลุ่ม 12 เทพโอลิมปัส นั่นคือ Hermes

ในหนังสือระบุว่าเป็นเทพเจ้าที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในหมู่ 12 องค์

แต่แล้วผู้ที่ฉลาดที่สุด เขาทำอะไรบ้าง? หนังสือระบุว่า Hermes เริ่มอาชีพลักขโมยตั้งแต่วันแรกที่คลอดออกมา นอกจากนั้น เขายังเป็นเทพแห่งพาณิชยกรรม ทั้งยังเป็นผู้นำสาส์นของเทพเจ้าด้วย

Hermes เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปกรณัมคดี และนี่ก็ไม่เรื่องบังเอิญที่เทพที่ฉลาดที่สุด-เป็นโจร-เก่งด้านการค้า จะได้รับความสนใจมากที่สุด นี่คือสัญลักษณ์ นี่คือบุคคลิกต้นแบบแห่งยุคสมัยตามความคิดของคาร์ล ยุง

ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ที่คนโบราณจะให้คนที่ฉลาดที่สุด เป็นโจรที่เก่งในด้านการหลอกล่อ และก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เขากำหนดให้โจร เป็นเทพแห่งการค้า  3 อย่างนี้น่าจะมีความเชื่อมโยงกัน และประกอบสร้างเป็นบุคคลิกต้นแบบอย่างใดอย่างหนึ่งได้

คาร์ล ยุง เรียกบุคคลิกต้นแบบนี้ว่า “Trickster” เป็นต้นแบบของคนที่ฉลาดหลักแหลม หากแต่มีเล่ห์กล ชอบแหกกฎ แก้ไขปัญหาให้พ้นจากภยันตรายด้วยวิธีไม่ธรรมดา บุคคลิกอีกด้านหนึ่งของ Trickster คือเป็นตัวตลกประจำเรื่อง บุคคลิกต้นแบบนี้อาจเทียบเคียงได้กับ Bug Bunny, หมาจิ้งจอกในหนูน้อยหมวกแดง เป็นต้น

ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่ Trickster อย่าง Hermes จะถูกกล่าวถึงมากที่สุด มันอาจจะเป็นจิตวิญญาณ หรือบรรยากาศแห่งยุคสมัย มันอาจเป็นคำทำนายจากบรรพชนถึงชะตากรรมในอนาคตของบุคคลิกเช่นนี้

ข้าพเจ้าขออ่านหนัีงสือเล่มนี้ต่อไป เพื่อยืนยันสมมุติฐานดังกล่าว