นางเอก v2.0: นางเอกไทยในมุมมองของ John Stuart Mill
ถ้าเป็นคนที่ชอบดูละครหลังข่าว เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของโครงสร้างเนื้อเรื่องในละครหลังข่าว ละครในช่วงต้นๆ ปีที่ชื่อว่า “เงาอโศก” เป็นตัวแทนที่ดีของละครยุคเดิมๆ ที่นางเอกเป็นผู้มีมารยาทงาม ต้องทนรับบาปเคราะห์ต่างๆ ที่ตัวละครทุกตัวกระทำให้เธอ ผู้หญิงในเงาอโศกจึงเ้ป็นผู้ถูกกระทำ (passive) ส่วนฝ่ายชายในเงาอโศกก็ได้ไปเรียนถึงเมืองนอก พร้อมกับดูถูกนางเอกที่เป็นได้แค่แม่บ้านที่ใสซื่อ แต่ละครในช่วงปลายปีอย่าง “สะใภ้ลูกทุ่ง” บุคลิกนางเอกกลับกลายเป็นคนแข็งกร้าวมากขึ้น ไม่รดราวาศอก พร้อมต่อสู้ในทุกๆ การเอาเปรียบ เรื่องราวดำเนินไปกับการกระทำของเธอ มีบทบาทเป็นผู้กระทำ (active) และที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ นางเอกในเรื่องนี้ เล่นเป็นแพทย์ชนบทซึ่งในความคิดของคนทั่วไป มองว่าเป็นอาชีพที่ “เป็นการเป็นงาน” มากกว่าอาชีพของพระเอกที่เป็นสถาปนิกในเมืองใหญ่ เป็นไม่กี่ครั้งที่ผู้หญิงในละคร จะดู practical มากกว่าผู้ชาย
เรื่องที่น่าสนใจคือ ระหว่างบุคลิกแบบผู้ถูกกระทำ กับผู้กระทำ นางเอกแบบไหนมีจริยธรรมมากกว่ากัน
เมื่อมองโดยผิวเผิน ผู้ถูกกระทำดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีจริยธรรมากกว่า ใครทำสิ่งใดมาก็ไม่ตอบโต้ อยู่นิ่งเฉยอหิงสา หากมีคนแบบนางเอกเงาอโศกทุกคนบนโลก โลกนี้จะน่าอยู่ขึ้นมาก จะเต็มไปด้วยความสงบไม่มีใครระรานใคร แต่ละคนมีหน้าที่ทำงานอะไรก็ทำไปเงียบๆ ไม่ต้องโหวกเหวกโวยวายจนเกิดความไม่เรียบร้อยในสังคม
แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง ที่มนุษย์วิวัฒนาการมาได้จนถึงวันนี้ ก็เพราะมนุษย์ทำตนเป็นผู้กระทำ ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์ที่เริ่มแรกอยู่ตามป่า ตามถ้ำ พอมาเจอโรคร้าย ยุงกัด ก็ไม่ทำตัว passive ให้ยุงมากัดจนบวมไปทั้งตัว หากแต่ต้องคิดริเริ่มไปหาจากหาไม้ มาทำที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักแหล่งปลอดภัย หรือถ้าต้องเดินทางไกลๆ เพื่อสื่อสารกัน มนุษย์ก็ไม่ยอมแพ้ที่จะทำให้การสื่อสารมันสั้นขึ้น ผลผลิตทุกวันนี้ล้วนเกิดจากความ active ของมนุษย์ทั้งสิ้น คนที่ passive ดูเหมือนจะทำตนไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อโลกนี้มากนัก ซึ่งดูในละครแล้วก็จริงอย่างว่า ในขณะที่นางเอกเงาอโศกได้แต่เดินไปมาใต้ถุนเรือนไทย นางเอกสะใภ้ลูกทุ่งกลับเป็นแพทย์ชุมชนรักษาคนมากมาย ปกป้องสิทธิเด็ก สิทธิสตรี
และโดยความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว โลกที่มีแต่คนใจดี อยู่เฉยๆ ไม่ตอบโต้อะไร จะเป็นโลกที่สงบเรียบร้อยจริงหรือไม่ สัญชาตญาณของมนุษย์จะเอื้อให้เราเก็บกดความรู้สึกขุ่นเคืองกันได้ ตลอดรอดฝั่งไปชั่วชีวิตหรือไม่
John Stuart Mill นักปรัชญาชาวอังกฤษก็มีไอเดียในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยเขาเปรียบเทียบว่าในประเทศที่มีระบอบผู้ปกครองเพียงคนเดียวนั้น บุคคลิกของประชาชนจะเป็นพวก passive คือรอให้เขามากระทำอะไรต่อตนอย่างเดียว เดือดร้อนอะไรก็ต้องรอคนมาป้อนข้าวป้อนน้ำ แจกนู้นแจกนี้ให้ แต่ในประเทศที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองนั้น บุคคลิกจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือจะเป็นพวก active ใส่ใจเรื่องของตน ช่วยเหลือตนเอง มีไอเดียแปลกใหม่ๆ มานำเสนอ
Mill กล่าวว่า ประชาชนที่ทำตัว active จะมีแนวโน้มพัฒนาปัญญาได้ดีกว่าคนที่ passive ซึ่งก็เป็นความจริงสำหรับนางเอกละครเรื่องเงาอโศก ที่ไม่ว่าดูกี่ครั้งก็ต้องหนักใจในความโง่งี่เง่า ที่คนดูทั่วประเทศไทยต้องทนดู เพราะเวลาเห็นคนโง่มากๆ แล้วมันสนุกดี
นอกจากนี้ Mill ก็เจาะลึกเจาะใจของมนุษย์ลงไปอีกว่า ธรรมชาติของคนเรานั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บกดอารมณ์ขุ่นเคืองกันได้นาน และถึงจะเก็บได้มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในขณะที่คนที่มีบุคคลิกอย่างนางเอกสะใภ้ลูกทุ่ง จะมีความกระฉับกระเฉง เห็นใครได้ดีก็จะมีอารมณ์อยากได้ดีแบบเขาบ้าง แล้วก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น แต่สำหรับนางเอกเงาอโศกแล้ว พอเห็นใครได้ดีก็จะอิจฉาริษยาในใจ แต่มือไม้ก็ไม่ทำอะไร เดินไปมาให้เขาดุด่าอย่างเดียว ซึ่งคนพวกนี้ Mill มองว่าไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
แต่ตัวอย่างในหนังสือของ Mill นั้น ค่อนข้างสนุกกว่านั้นมาก เพราะเขาจัดอันดับชนชาติพวกชอบแต่อิจฉาริษยาไว้ดังนี้
อันดับ 1 คือชนชาติตะวันออก เพราะชนชาตินี้ยึดถือความ passive เป็นคุณธรรม แต่หารู้ไม่ว่าในใจของคนในชนชาติเหล่านี้ มีแต่ความอิจฉาริษยาต่อกันและกัน และก็ไม่เอาความอิจฉาเป็นพลังเอาไปทำอะไรสร้างสรรค์ กลับเก็บเอาไว้ในใจ แล้วนอนอยู่บ้าน Mill จึงเห็นว่าประเทศของชนชาติเหล่านี้จะมีแนวโน้มพัฒนาถอยหลังลงไป
อันดับ 2 คือพวกยุโรปตอนใต้ เช่นชาวสเปน Mill กล่าวว่าประเทศสเปนจะพัฒนาไม่ทันตามประเทศในยุโรปอื่นๆ เพราะคนพวกนี้มีแต่ความอิจฉาริษยา ไม่ active วันๆ เอาแต่ทำเรื่องส่วนตัว
อันดับ 3 คือชาวฝรั่งเศส ชนชาตินี้ยังมีความอิจฉาริษยากันอยู่บ้าง แต่ชาวฝรั่งเศสก็ทำงานหนัก จึงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกัน
อันดับสุดท้าย ที่มีความอิจฉาริษยาน้อยที่สุดก็คือ ชาวแองโกลแซกซอน ในเกาะอังกฤษ คนเหล่านี้มีคุณลักษณะ active พร้อมเอาขุ่นเคือง มาเป็นพลังการแข่งขัน ประเทศอังกฤษจึงมีแนวโน้มเป็นประเทศพัฒนาสูง
โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อโพลที่สุดแสนลำเอียงนี้ อย่างน้อยก็เห็นได้ว่าคนที่มีความสงบเสงี่ยมภายนอก แต่ภายในกลับลุกเป็นไฟนั้น ย่อมสร้างความเดือดร้อนแก่สังคมทุกๆ สังคม
ถ้าไปสำรวจประเทศต่างๆ ตอนนี้ในเอเชียเอง ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจน เช่นถ้าไปที่สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง เราจะพบว่าคนในที่เหล่านี้โฉ่งฉ่าง พูดอะไรก็ดูเหมือนหัวหมอ จะเอาประโยชน์ตลอดเวลา ทุกเมืองที่ว่ามา จึงล้วนเป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนามาแล้วทั้งสิ้น
การที่ละครหลังข่าว เริ่มนำเสนอภาพ active ของสตรี จึงน่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกสุขภาวะสังคมไทยที่ดีขึ้นจากต้นปี
การบ้าน
ตอบคำถามต่อไปนี้
1. คนไทยส่วนใหญ่มีบุคคลิก active หรือ passive?
2. เป็นไปได้หรือไม่ ที่แม้ประเทศจะมีคนบุคคลิก active แต่ประเทศก็ยังไม่พัฒนา? ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงประกอบ
3. ดูเงาอโศก, สะใภ้ลูกทุ่งและความลับซุปเปอร์สตาร์แล้ว ได้อะไร?
บทเรียนจาก I Am Rich
หลังจากไปเตรียมสอบ 3 สัปดาห์ ทำให้ไม่ได้อัพบลอกแห่งนี้มานาน บัดนี้ขอกลับมาอัพบลอกนี้ตามปรกติ
เมื่อสองเดือนที่แล้ว มีเหตุการณ์มหัศจรรย์ทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นในอินเตอร์เนต เป็นเรื่องเล่าของโปรแกรมตัวหนึ่งสำหรับรันบนมือถือ iPhone ตัวโปรแกรมนี้ชื่อว่า I Am Rich การทำงานไม่เหมือนกับโปรแกรมทั่วๆ ไป เพราะในขณะที่โปรแกรมเมอร์คนอื่นๆ กำลังขายไอเดียเกี่ยวกับการค้นหาข้อมูล การวัดระดับสุขภาพ เกมส์ความบันเทิง ฯลฯ แต่โปรแกรมนี้กลับทำงานได้แค่โชว์ภาพเพชรสีแดงลอยๆ เต็มหน้าจอวนไปวนมาเท่านั้น ในลักษณะของ Screen saver แต่หากต้องการ Screen saver ที่สวยๆ นี้ ต้องจ่ายเงิน 1000 ดอลล่าร์ (35000 บาท) เพื่อให้ได้มาครอบครอง และในราคาระดับเดียวกันนั้น เราสามารถซื้อโฟโต้ชอป ไมโครซอฟออฟฟิศ ฯลฯ ของแท้ได้
มีลูกค้าสนใจขอซื้อความร่ำรวยที่จับต้องได้นี้ ทั้งหมด 8 คนทั่วโลก ก่อนที่ Apple Store จะถอดโปรแกรมนี้ออกไปจากร้าน
มีคำอธิบายเพิ่มเติมจากโปรแกรมเมอร์โปรแกรมนี้ว่า มีจุดประสงค์เพื่อให้คนซื้อได้เพ่งพิจารณาความงามของ icon อัญมณีสีแดงบนจอ และเกิดความภาคภูมิใจว่าตนเองมีตังค์มากพอที่จะซื้อของพรรค์นี้ได้
เราไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นพฤติกรรมขี้โกงที่สมควรถูกประณาม เพราะผู้ขายก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่าโปรแกรมนี้จะทำอะไร มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ถ้าเขาแอบมุบมิบหลอกว่าเป็นโปรแกรมพิเศษเปิดแล้วมือถือลอยได้ นั่นต่างหากถึงจะมองได้ว่าเป็นเรื่องขี้โกง แต่ถ้าใครได้ซื้อไปโดยรู้ว่ามันมีคุณสมบัติแบบนั้นแล้ว และรู้แล้วว่ามันมีราคาแพงลิบลิ่ว มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาตกอกตกใจอะไรนัก
ตัวอย่างนี้ มันตอกย้ำสมมุติฐานที่ว่าการบริโภค เป็นหนทางบ่งบอกถึงตัวตน ถ้าเราอยากจะบ่งบอกว่าเรารวย แม้จะปรับโฉมตนเองให้เป็นตู้เพชร และไม่พยายามหาเสียงผู้ว่าฯ เพราะ้อ้างคำสั่งเบื้องบนจากเทวดาว่า ท่านบันดาลให้ตนได้เป็นผู้ว่ากทม.อยู่แล้ว หรืออ้างว่าถ้าตนได้เป็นผู้ว่าฯ จะแสดงความร่ำรวยด้วยการทำผ้าอ้อมแจกให้สุนัขใช้ก็ตามที [ลิงค์] แต่อะไรมันจะบ่งบอกถึงฐานะความรวยได้ เท่ากับการครอบครองโปรแกรม “กูรวย”
ตามทฤษฎีการบริโภคแล้ว ถ้านาย ก มีโปรแกรมกูรวย นาย ก ก็จะรวย
มันยังสะท้อนข้อคิดบางอย่างเกี่ยวกับทัศนคติของคนในยุคปัจจุบันที่มีต่อของใช้รอบตัว ในสมัยก่อนเราสนใจที่ function ของมันว่าจะทำอะไรได้บ้าง มีประโยชน์ มีประสิทธิภาพแค่ไหนอย่างไร แต่สินค้าของใช้ปัจจุบัน มีคุณค่าเกินเลยไปจากกรอบความคิดในด้าน function มากแล้ว โดยสิ่งที่เข้ามาอยู่ในข่ายการพิจารณาคือเรื่องของภาพลักษณ์สินค้า ภาพลักษณ์สินค้าเป็นคำที่กินความมากกว่าคำว่าการออกแบบ การออกแบบเป็นสิ่งนั้นที่มีผลต่อภาพลักษณ์ แต่สิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการออกแบบ ก็อาจมีผลต่อภาพลักษณ์ได้ เช่น ชื่อคนทำสินค้า บริษัทที่ทำสินค้า หรือเรื่องราวภายใต้สินค้า ที่เห็นได้ชัดคือสินค้าอย่าง iPhone เอง ถ้าพิจารณาในแง่การออกแบบแต่เพียงอย่างเดียวแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่ามันจะทำให้ iPhone มีความนิยมแบบวันนี้หรือไม่ เพราะทรงหน้าจอใหญ่ๆ แบบนี้ก็มีคนทำแข่งกันหลายราย แต่ถ้าพิจารณาว่า มันเป็นสินค้าจาก Apple ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเลกโทรนิคส์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง perfection ของสินค้า ภาพลักษณ์ตัวองค์กรที่ทันสมัย story ของสินค้าอิงแอบกับประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์กราฟิก กระบวนการทั้งหมทั้งมวลนี้คือภาพลักษณ์ ที่ไม่ใช่การออกแบบ แต่กลับส่งผลสะเทือนต่อความเป็นสินค้านั้นๆ ในอนาคตเรื่องของ functionality อาจเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเมื่อถูกหยิบยกขึ้นมาก็ได้ เพราะเมื่อโลกใบนี้ไม่ต้องการสิ่งใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้วเพื่อให้งานในชีวิตประจำวันของตนเสร็จสิ้น ภารกิจที่เหลือคือตกแต่งชีวิตให้เป็นไปตามจินตนาการความนึกคิดการปรุงแต่งของมนุษย์
แนวคิดนี้ แม้ไม่มีใครเห็นด้วย แต่อย่างน้อย 8 คนที่ซื้อโปรแกรมนี้ กับผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพเบอร์ 12 ก็ต้องเห็นด้วยกับเราแน่นอน
สิ่งดีๆ มีอยู่ภาคพิเศษ
ช่วงนี้ใกล้สอบ แต่ภารกิจสร้างความคึกคักให้กับบลอกนี้ ก็ยังสำคัญและมิอาจละเลยได้
<1>
Verve ผู้ผลิตแผ่นเพลง Jazz ที่น่าเชื่อถือและมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้นำเพลง Jazz คลาสสิกทั้งหลายมาฝากไว้ในมือของนักดนตรีอิเลกโทรนิก อวอง-การ์ด ที่มีชื่อเสียง มาให้ทำการขยำ ต้มยำทำแกงให้มีรสชาติแปลกไปจากต้นฉบับ แล้วได้เป็นผลงานชื่อ Verve Remixed
Verve Remixed เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยผู้เขียนอยู่ม.สอง ในช่วงนั้นวิทยุไทยจะเปิดเพลง Is You Is Or Is You Ain’t My Baby ของ Dinah Washington ที่ถูก Remix ในอัลบั๊มชุดแรก บ่อยครั้งจนเวียนหัว Verve Remixed ยังคงมี series ของมันต่อมาเรื่อยๆ จนถึงล่าสุดออกมาเป็นชุดที่ 4 แล้ว แม้ในความคิดเห็นของผู้เขียน อัลบั๊มชุดนี้ค่อนข้างขาดความลึกในมิติเสียง อย่างที่ 3 ชุดก่อนมี แต่ด้วยว่าผู้เขียนชอบเพลงที่เขาเอามา mix ในอัลบั๊มนี้อยู่ก่อนแล้ว เลยขออนุญาตโอนความชอบดังกล่าว มาไว้ยังเวอร์ชั่นที่ถูก mix นี้ด้วย ถือว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการฟัง
<2>
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้ลักลอบนำเวลาส่วนหนึ่งจากการอ่านหนังสือกฎหมาย มาอ่าน ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ ที่เขียนโดยบรรณาธิการนิตยสาร Elle ประจำปารีส โดยเขียนขึ้นขณะที่เขาพักตัวรักษาในโรงพยาบาลเมือกแบร์ก เพื่อฟื้นฟูอาการอัมพาตทั้งตัว (Locked-in syndrome) ข้อจำกัดการเคลื่อนไหวทางร่างกายถูกกำจัดไปด้วยวิธีการกะพริบตา เลือกตัวอักษรที่ต้องการเขียน โดยผู้ช่วยของเขาต้องทนอ่าน E R T … เป็นแสนๆ รอบ เพื่อให้หนังสือเล่มนี้เป็นความจริง
ชุดประดาน้ำคืออาการอัมพาตทางร่างกายของเขา ที่ทำให้เขามีสภาพประหนึ่งคนตาย ไร้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้ตามปรารถนา แต่ในขณะที่ผีเสื้อ คือสติสัมปชัญญะของโบบี้ ที่ยังโบยบินไปมา คำนึงถึงเรื่องสวยงาม เรื่องความรู้ เรื่องจินตนาการน่าสนุกหลายๆ อย่าง ในหนังสือเล่มนี้กำลังเล่าทั้งชีวิตในชุดประดาน้ำ ที่ต้องอยู่กับแพทย์ พยาบาลหลายสไตล์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างๆ ในขณะที่เขาป่วย และยังเล่าชีวิตในฐานะของผีเสื้อ ที่พยายามใส่สีตีไข่ให้กับเรื่องราว สถานที่ต่างๆ รอบตัว ให้กลายเป็นของน่าสนุก หรือบางครั้งเขาก็เล่าเรื่องในอดีตที่ผุดเข้ามาในจิตสำนึก
ก่อนหน้านั้น ผู้เขียนก็ได้ดูหนังเรื่องเดียวกันนี้ ที่พยายามเล่าเรื่องราวของเขา ในสำนวนเดียวกับหนังสือเล่มนี้ โดยจับมุมกล้องให้อยู่ในตำแหน่งสายตาของโบบี้ ที่จะอยู่นิ่งๆ ขยับไปมาไม่ได้ ทำได้แต่แพนมุมมองขึ้น-ลง ซึ่งเป็นอาการของดวงตาของคนเป็นโรคอัมพาตทั้งตัว เทคนิกนี้ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดแทน จนต่อเมื่อโบบี้ค้นพบผีเสื้อในตัวเขาแล้วตอนกลางๆ เรื่อง มุมกล้องจึงสามารถเลื่อนไปมาเป็นอิสระได้
โรคแบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว เพราะมันปล่อยให้สมองอยู่ในระบบความคิดปรกติ แต่ระบบร่างกายจะไม่ตอบสนองได้ ความต้องการใดๆ จึงไม่ถูกตอบสนอง แม้แต่งานง่ายๆ อย่างไปกินข้าว หยิบแว่นตาก็ต้องลำบาก คนกลุ่มนี้ จินตนาการก็จะกลายเป็นสิ่งที่ดูมีสีสันมากกว่าเดิม ฝันก็จะแปลกประหลาดและเหมือนจริงมากกว่าเดิม
ตอนนี้ยังคิดประเด็นอะไรเกี่ยวกับกรณีไม่ออก คงมีก็แค่ข้อคิดว่า ขนาดคนมือเดี้ยง ขาเดี้ยง กินข้าวไม่ได้ยังทำอะไรดีๆ มหัศจรรย์ได้ คนที่เดินเหินไปมาได้ ก็น่าจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากกว่านี้
ลักลอบเอาเวลามาเขียนบลอกมากพอแล้ว ขอตัวก่อน อาจหายไปนานหลายสัปดาห์กว่าจะพบกันใหม่
โลกต้องห้ามสาธารณะ ในมุมมองของเดวิด ลาชาเปลล์
เป็นเวลานานมาแล้วที่เจ้าของบลอก รู้จักชื่อ David Lachapelle ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกา ผู้เริ่มอาชีพมาพร้อมกับการกำเนิดของ Pop Art ที่ Andy Warhol แผ่วทางมาให้ และเขายังทรงอิทธิพลในวงการบันเทิงกระแสหลักของอเมริกา จนถึงปัจจุบัน
ความแปลกประหลาดของผลงาน LaChapelle เป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานระหว่างความสามารถเฉพาะตัวของเขา ที่ได้มาจากการร่ำเรียนที่วิทยาลัยศิลปะ และการทำงานเป็นช่างภาพกับ Andy Warhol กับความช่างพูดช่างคุย เป็นที่รู้จักทั่วไปในหมู่ดาราฮอลิวู้ด ทำให้ตัวเขาเองก็เป็นประหนึ่ง Super Star กับเขาด้วยเหมือนกัน ส่วนผสมเหล่านี้ทำให้ผลงานชิ้นต่างๆ ของเขาเป็นจริงได้ อย่างที่เขาอยากให้เป็น โดยไม่ถูกจำกัดเรื่องเงินทุน/นางแบบนายแบบชื่อดัง ที่ไหลเวียนเข้าหาเขาอย่างไม่ขาดสาย
ภาพของ LaChapelle ทำให้เราเห็นศิลปะการถ่ายรูป ในฐานะของสื่อที่บิดเบือนความเป็นจริงอย่างชัดแจ้ง ภาพที่เป็นไปไม่ได้ และถูกฝังอยู่ใต้จิตสำนึกของผู้คน ถูกทำให้เป็นจริง กระจ่างชัดแจ้ง สีสันสดใสจนน่าตกใจ ภาพที่เราคิดว่าน่าจะเป็น กลับถูกผลักดันให้เกินจริง พ้นอาณาเขตของความ “น่าจะ” ไปไกลโพ้น จนกลายเป็นเรื่องน่าตลกขบขัน แต่ใจความที่เหมือนลวดเย็บความคิดของผลงาน LaChapelle ให้ผนึกเข้าด้วยกัน เห็นจะเป็นเรื่องบริโภคนิยม ซึ่งก็สอดรับกันได้ดีกับแนวทางศิลปะ Pop Art
ใหญ่ยิ่งกว่าชีวิต
ภาพชุดหนึ่งของเขา ที่จะยืนยันได้ว่าภาพของเขา ได้รับอิทธิพลจากลัทธิบริโภคนิยมอย่างชัดแจ้ง คือภาพชุดหนึ่งที่มีโครงสร้างแบบเดียวกัน คือ มีตุ๊กตายางที่มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับ Scale ของมนุษย์ที่อยู่ในภาพเดียวกัน และตุ๊กตายางตัวนั้นต้องทำความเดือดร้อนอะไรสักอย่าง ให้แก่มนุษย์ในภาพ
ในกระบวนการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมร่วมสมัยนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า ของที่ถูกบริโภคนั้น จะทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นของชิ้นนั้นได้ เช่น น้ำอัดลมกระป๋องสีดำที่ถูกปะค่านิยมความเข้ม ขรึม เท่ห์เอาไว้ เมื่อบริโภคเข้าไป ผู้บริโภคก็จะคิดว่าตนมีความเข้ม ขรึมตาม ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคุณสมบัติมันถ่ายทอดกันผ่านวิธีบริโภค ในแง่นี้ ตัวสินค้าจึงเป็นนายของจิต เป็นเลือดเนื้อของมนุษยชาติ นั้นเป็นผลให้ตัวสินค้าในภาพของ LaChapelle มีความใหญ่ และผู้คนในภาพ ก็ไม่แสดงออกซึ่งความทุกข์อาทรกับมันสักเท่าไหร่
มนุษย์ในโลกของ LaChapelle จึงไม่ใช่มนุษย์คนเดียวกับที่ถูกกล่าวขานในวาทกรรมเรื่องยุคแห่งความรู้แจ้ง หากแต่เป็นมนุษย์ในภาพของผู้ที่ไม่สามารถควบคุมภูมิธรรมของตนเองได้ ต้องเคลื่อนคล้อยไปตามกระแสการบริโภค ลักษณะคล้ายกับวาทกรรมเรื่องจิตใต้สำนึกของฟรอยด์
เปิดโปงเรื่องต้องห้าม
พลังทางเพศเป็นพลังที่ขับเคลื่อนจิตใต้สำนึกให้ทำงานมุ่งสู่ความมีชีวิตชีวา พลังเช่นนั้นเรียกว่า ลิบิโด เป็นพลังงานที่อยู่ตรงข้ามกับสัญชาตญาณมุ่งสู่ความตาย (Death Drive) ความรู้สึกทางเพศจึงเป็นความรู้สึกที่หล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คน แต่ความรู้สึกเช่นนั้นก็ถูกกดทับต้องห้าม ทำให้เรื่องเพศกลายเป็นแอปเปิ้ลในสวนอีเดน ที่ถ้าใครอยากกินก็คงต้องหลบๆ ซ่อนๆ กันหน่อย แต่ Lachapelle นอกจากจะไม่ยินยอมต่อการต้องหลบๆ ซ่อนๆ แล้ว เขายังพร้อมที่เด็ดมาเก็บไว้ แล้วกินมันเสียกลางถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน อย่างไม่ต้องอายฟ้าอายดิน
ภาพนู้ดของ LaChapelle เป็นส่วนใหญ่เป็นภาพที่ยิงแฟลชสดมายังด้านหน้า ทำให้ภาพมีอารมณ์ดิบเหมือนภาพลามก ที่มีให้โหลดในอินเตอร์เนต แต่ขณะเดียวกันฉากหลังที่สีแสบตา แสง Flare วิ้งๆ เสื้อผ้าประหลาด ท่าทางนาง/ยแบบที่ดูพิลึกกึกกือ และชื่อเสียงของคนที่ปรากฎอยู่ในภาพ ทำให้ภาพของ LaChapelle แตกต่างจากภาพกึ่งลามกอื่นๆ ที่พบได้ทั่วไป แต่แม้จะมีความแตกต่างมากมายขนาดนั้นก็ตาม หลายคนก็ยังมองว่าภาพนั้นยังดิบเกินกว่าจะมองว่า เป็นงานศิลปะอยู่ดี
หลายภาพจะมีอิทธิพลจากชีวิตส่วนตัวของดาราแบบ คือ ถ้าใครมีข่าวอื้อฉาว หรือมีไลฟ์สไตล์ที่มีอิสระเสรีทางเพศอยู่แล้ว LaChapelle ก็จะไม่รีรอเล่าข่าวขยายความให้เกินจริง ยกระดับเรื่องเล่าวงการบันเทิงในจินตนาการ ให้จับต้องได้ และดูชวนฝัน
ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ กับสถานะทางศิลปะของภาพนู้ดเหล่านี้ แต่ที่ต้องยอมรับคือ ภาพเหล่านี้คว้านจิตใต้สำนึกในเรื่องเพศที่สัมพันธ์กับค่านิยมในโฆษณาโทรทัศน์ ได้อย่างถึงตัวถึงประเด็น นางแบบนายแบบเหล่านั้น มีหุ่นรูปร่าง แต่งกายแบบเดียวกับที่พบได้ในโฆษณากระแสหลักทั่วไป สิ่งเหล่านี้ไหลเวียนอยู่ในวาทกรรมเรื่องความเซ็กซี่อันปรากฎอยู่ในสังคมอยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่ LaChapelle ทำคือ ทำให้มันชัดขึ้น ทำให้เซ็กซี่เป็นเรื่องลามก มันทำให้เราสังเกตสังกาได้ว่า เรื่องเซ็กซี่ที่เอามาหยอกล้อกันขำๆ นั้น ยังอยู่ในปริมณฑลที่ยังเอามาพูดกันได้ในร้านสตาร์บัคส์ แต่เรื่องลามกนั้น คงต้องถูกจำกัดให้แคบลงอยู่ในพื้นที่ไม่เกิน 6 ตารางฟุตของเตียงนอน
ตำนานกลายพันธุ์
มีภาพอีกชุดหนึ่งของ LaChapelle ที่จัดแสงนุ่มนวล ดูแล้วเหมือนหลุดมาจากภาพวิหาร โบสถ์ที่ไหน และนาย/งแบบก็แต่งตัวพิศดารเพราะมันดูเหมือนเลียนแบบยุคเก่า หรือไม่ก็มีพฤติกรรมท่าทางในอุดมคติบางอย่างในอดีต แต่มันก็ดูเกินเลยความจริงไปมาก ภาพชุดนี้ก็คือจิตสำนึกเมื่อหวนไปหาอดีต ของผู้ที่อยู่ในยุคบริโภคนิยมนั่นเอง เมื่อเขาหันไปหายุควิคตอเรีย ก็ต้องเผลอคิดไปถึงเมืองที่ผู้คนแต่งชุดเกินพอดี ฟูๆ ฟ่องๆ ปิดหน้าปิดตา เหมือนกับที่เราคิดถึงอยุธยา ก็จะเห็นแต่คนใส่ชุดชฎา เลื่อมเพชร เลื่อมทอง แบบลิเก นี่คือกระบวนการทำให้ประวัติศาสตร์ “ง่าย” ขึ้น เหมาะแก่ระบบย่อยอาหารที่ไม่ค่อยดีของคนยุคนี้
หรือถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง มันก็เป็นการล้อเล่นกับประวัติศาสตร์อยู่ในที โลกที่มีสินค้าวัตถุธรรมเป็นเลือดเนื้อของมนุษย์แล้ว พระเจ้าคงไร้ความหมายลึกซึ้งอีกต่อไป ถ้าต้องการให้เรื่องศาสนา ยังคงอยู่ในโลกนี้ สมัยนี้ เราก็ควรทำให้ศาสนา “ง่าย” ขึ้นด้วย
ภาพของ LaChapelle กำลังฉายภาพของมนุษยชาติในความครอบงำของสินค้า และค่านิยมแบบผิวเผินตามนัยที่สำนักคิด Pop Art ได้มองเห็นล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าเราจะมองภาพเหล่านี้ในฐานะเครื่องเตือนสติ หรือในฐานะของน่าบริโภคอีกอย่างหนึ่งก็ตาม ในสายตาของเจ้าของบลอก เห็นว่าผลงานของเขาคือข้อปริศนาชิ้นใหญ่ ที่ชวนให้เราทบทวนความเป็นมนุษย์ สังคม ศีลธรรม ศิลปะ ให้ชัดแจ้งอีกครั้ง











